SCGP เดินกลยุทธ์ “Nature Positive” ผ่านการบริหารจัดการสวนป่าตามมาตรฐาน FSC เชื่อมการดูแลทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับห่วงโซ่คุณค่า ตั้งเป้าหยุดยั้งความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 พร้อมสร้างรายได้ชุมชน ยกระดับความหลากหลายทางชีวภาพ และรองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่าง EUDR
SCGP เร่งเกม Nature Positive สู่โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต
กระแส “Nature Positive” กำลังกลายเป็นแนวคิดสำคัญของภาคธุรกิจโลก หลังองค์กรขนาดใหญ่ถูกกดดันให้สร้างการเติบโตควบคู่กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพียงลดผลกระทบด้านคาร์บอนเท่านั้น
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP จึงวางยุทธศาสตร์เชื่อม “ธุรกิจ-ป่าไม้-ชุมชน” เข้าด้วยกัน ผ่านบริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด โดยใช้การปลูกไม้ยูคาลิปตัสภายใต้มาตรฐาน FSC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานสีเขียว
มหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ใน SCGP กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ จึงมุ่งขับเคลื่อนแนวทาง Nature Positive โดยเชื่อมการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า

พร้อมตั้งเป้าหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2573 และมุ่งสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
4 แนวทางที่บริษัท เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเดินหน้าสู่การฟื้นฟูที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย
- Do Less Harm Do More Good คือ การลดการตัดไม้ ลดของเสีย ลดคาร์บอน เพิ่มพูนความหลากหลายทางชีวภาพ
- Integrate in Business Strategy การดำเนินงานไม่ใช่ทำแค่เป็นอีเว้นท์ หรือทำระยะสั้นๆ แต่ต้องผสมผสานเข้าไปในแผนธุรกิจเพื่อความต่อเนื่อง เช่น วัตถุดิบทั้งหลายที่ใช้จะต้องมาจากป่ายั่งยืน รวมทั้งการกำหนดแผนงานต่างๆ โดยมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่องและสม่ำเสมอผ่านพาร์ทเนอร์หรือองค์กรต่างๆ โดยใช้แนวทาง TNFD หรือ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (คณะทำงานระดับสากลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างกรอบการประเมินและเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวกับความเสี่ยงและโอกาสที่เชื่อมโยงกับ “ธรรมชาติ”)
- Shift form Carbon to Nature สิ่งที่ดำเนินการไม่ใช่แค่การลดคาร์บอน แต่เป็นการเสริมธรรมชาติให้มีความสมบูรณ์ มี Biodiversity มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ
- Value Creation จากสิ่งที่บริษัททำทั้งหมด จะสะท้อนกลับมาเป็นผลดีกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแบรนด์ หรือเรื่องของป่าไม้ที่บริษัทดำเนินการ ก็สามารถแปรกลับมาเป็นมูลค่า อาทิ สมุนไพร หรือพืชพันธุ์ป่าอื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชทที่เข้าไปเก็บมากิน ใช้ หรือขายสร้างรายได้

FSC กลไกสำคัญเชื่อม “ป่าปลูก” กับเศรษฐกิจสีเขียว
บริษัทสยามฟอเรสทรีส่งเสริมการปลูกไม้ยูคาลิปตัสเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์ โดยดำเนินงานภายใต้มาตรฐาน FSC ซึ่งมีหลักสำคัญคือ
- ไม่ตัดไม้ทำลายป่า
- ไม่เปลี่ยนพื้นที่ป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ประเภทอื่น
- ต้องกันพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อย 10% ของพื้นที่สวนไม้
แผนกลยุทธ์การดำเนินงาน ดรามีการตั้งคณะทำงานที่เรียกว่า คณะ positive ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2567 โดยยึดแนวทางที่ทำให้มันเกิด biodiversity ในที่หนึ่งแล้วพยายามขยายพื้นที่ออกไป มีการสร้างความร่วมมือกับชุมชน การให้กล้าไม้ยูคาลิปตัส การให้ความรู้วิธีที่หาของป่าแบบสมดุล ตามมาตรฐานป่าไม้ยั่งยืน ทำให้ชุมชนได้ประโยชน์จากป่าไม้ตรงนี้

สร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน บริษัทมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC ตามมาตรฐาน FSC-FM/CoC และใบอนุญาต FSC รหัส FSC-C012207 รวม 55,369 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 6,212 ไร่
ในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของโครงการ บริษัทมีสวนไม้ที่ได้รับการรับรอง FSC จำนวน 8,174 ไร่ และเป็นพื้นที่อนุรักษ์ 1,586 ไร่
ล่าสุด การสำรวจร่วมกับศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ประสานงานเครือข่ายวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย พบพรรณไม้รวม 82 ชนิด จาก 37 วงศ์ สะท้อนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จาก “ลดคาร์บอน” สู่ “ฟื้นฟูธรรมชาติ”
ผู้บริหารสยามฟอเรสทรีสะท้อนว่า แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของภาคธุรกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “Carbon Reduction” ไปสู่ “Nature Restoration” การลดคาร์บอนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ธุรกิจต้องเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมา
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการนำเทคโนโลยี AI และภาพถ่ายดาวเทียมเข้ามาบริหารจัดการสวนไม้
ปัจจุบัน สยามฟอเรสทรีมีพื้นที่สวนไม้รวมประมาณ 93,000 ไร่ กระจายทั่วประเทศ การใช้ Deep Learning ช่วยวิเคราะห์พื้นที่รกร้าง ประเมินการเติบโตของต้นไม้ และคำนวณการกักเก็บคาร์บอน ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่
บริษัทนำอัลกอริทึมดังกล่าวไปขอการรับรองภายใต้โครงการ T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) แล้วเรียบร้อย

ปัจจุบัน บริษัทสามารถประเมินการดูดซับคาร์บอนได้ราว 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายพื้นที่ปลูก
“ยูคาริมคันคลอง” โมเดลสร้างรายได้ชุมชน
นอกจากมิติด้านสิ่งแวดล้อม SCGP ยังต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานรากผ่าน “โครงการยูคาริมคันคลอง”
โมเดลดังกล่าวนำพื้นที่ริมคลองที่เคยรกร้างมาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัสอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก

สุพรรณ เกตุพงษ์ ผู้ใหญ่บ้านนาถัง ตำบลถ้ำกระต่ายทอง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการไม่ได้เพียงสร้างพื้นที่สีเขียว แต่ยังทำให้ชุมชนเกิดความร่วมมือและมีรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจการเก็บของป่าในปี 2568 ที่ทางชุมชนทำข้อมูลร่วมกัน คิดเป็นมูลค่า 167,000 บาท โดยมี ผักสาบ ผักหวาน เห็ดโคน และกระทกรก รวมกัน 435 กก. ในแต่ละปี
“พื้นที่ที่เคยว่างเปล่ากลับมามีคุณค่า ทั้งช่วยดูแลดินและน้ำ และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เมื่อถึงรอบเก็บเกี่ยว รายได้ยังสามารถต่อยอดเป็นกองทุนหมู่บ้านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อีกด้วย”
ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ป่าอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ประโยชน์จากป่า การสร้างแหล่งอาหาร และการจ้างงานในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดรายได้ที่มั่นคงและเห็นการกลับมาของสัตว์ป่าอย่างชัดเจน
ยูคาริมคันคลอง” โมเดลสร้างรายได้ชุมชน-เพิ่มพื้นที่สีเขียว
โมเดล “ยูคาริมคันคลอง” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าขยายพื้นที่ป่าเศรษฐกิจแตะ 200,000 ไร่ ภายในปี 2573-2574 โมเดลดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดการใช้ “พื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์” เช่น ริมคลอง ริมคันนา และพื้นที่สาธารณะในชุมชน มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างรายได้ให้เกษตรกรในระยะยาว

จาก “กล้าไม้ฟรี” สู่รายได้กว่า 200 ล้านบาทต่อปี
“พี่พจน์” ผู้จัดการ Plantation and Forest Management ของ SCGP กล่าวว่า บริษัทเริ่มส่งเสริมการปลูกยูคาลิปตัสมาตั้งแต่ปี 2548 โดยแจกกล้าไม้ให้เกษตรกรในพื้นที่ ก่อนพัฒนาเป็น “โมเดลกองทุนหมู่บ้าน” เพื่อให้ชุมชนรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกัน
ปัจจุบัน SCGP สนับสนุนกล้าไม้ไปแล้วกว่า 30 ล้านต้น ภายในระยะเวลา 20 ปี และมีไม้เข้าสู่โรงงานราว 400,000 ตันต่อปี คิดเป็นรายได้หมุนเวียนสู่เกษตรกรประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมรายได้จากแรงงานตัดไม้และขนส่งในชุมชน
จุดเด่นของโมเดลนี้ คือ บริษัทรับซื้อไม้ในราคาประกันขั้นต่ำ พร้อมมีทีมตัดและขนส่งเข้ารับซื้อถึงพื้นที่ ช่วยลดภาระเกษตรกรและสร้างตลาดรองรับที่ชัดเจน

“เมื่อชาวบ้านเห็นว่าปลูกแล้วมีรายได้จริง มีตลาดรองรับแน่นอน เขาก็เริ่มสนใจปลูกมากขึ้น” พี่พจน์กล่าว
“กำแพงเพชรโมเดล” พลิกคันคลองรกสู่กองทุนชุมชน
หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบสำคัญคือ “กำแพงเพชรโมเดล” ซึ่งใช้พื้นที่ริมคลองชลประทานกว่า 5,000 กิโลเมตรในจังหวัดกำแพงเพชร มาพัฒนาเป็นแนวปลูกยูคาลิปตัส
“ผู้ใหญ่สุพรรณ เกตพงษ์” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 กล่าวว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากความต้องการแก้ปัญหาวัชพืชและความรกร้างริมคลอง ก่อนร่วมมือกับ SCGP ขอรับการสนับสนุนกล้าไม้ ปุ๋ย และองค์ความรู้ในการปลูก

ปัจจุบันชุมชนปลูกยูคาลิปตัสตลอดแนวคลองพระร่วงระยะทางกว่า 2.5 กิโลเมตร โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำเข้าสู่กองทุนหมู่บ้าน เพื่อนำไปใช้สนับสนุนทุนการศึกษา งานประเพณี และสวัสดิการในชุมชน
“ตอนแรกกังวลว่าชาวบ้านจะร่วมมือกันไหม แต่วันนี้แค่บอกว่าจะไปถางหญ้า คนก็มาช่วยกัน 10-20 คน ได้ทั้งรายได้ ความสะอาด และความสามัคคี” ผู้ใหญ่สุพรรณกล่าว

ยูคาลิปตัสยุคใหม่ ไม่ใช่ “ต้นไม้ทำลายดิน”
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงคือความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับยูคาลิปตัสว่าเป็นพืชที่ใช้น้ำมากและทำลายดิน ซึ่ง SCGP ระบุว่า ปัจจุบันสายพันธุ์ยูคาลิปตัสได้รับการพัฒนาใหม่ผ่านเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้ระบบรากแตกต่างจากในอดีต
พี่พจน์อธิบายว่า ยูคาลิปตัสสายพันธุ์ใหม่มีรากแผ่ไม่ลึกมาก ลดผลกระทบต่อดิน อีกทั้งยังช่วยยึดหน้าดินริมคลอง ลดการพังทลายของตลิ่ง และสามารถเติบโตได้ดีโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยูคาลิปตัสยังเป็นไม้โตเร็ว ตัดขายได้ภายใน 3-5 ปี และหลังตัดสามารถแตกหน่อใหม่ได้อีก 2-3 รอบ หรือมีอายุใช้งานรวมกว่า 15 ปี ช่วยลดต้นทุนการปลูกซ้ำ

SCGP เร่งขยายป่าเศรษฐกิจ รับเทรนด์โลกด้าน Nature Positive
SCGP ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่ป่าเศรษฐกิจประมาณ 93,000 ไร่ และตั้งเป้าขยายเป็น 200,000 ไร่ ภายในปี 2031-2032 เพื่อรองรับความต้องการวัตถุดิบและแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
พื้นที่ป่าของบริษัทกว่า 55,000 ไร่ ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC แล้ว ขณะที่ไม้ทั้งหมดที่ตัดออกจากพื้นที่ได้รับการรับรอง FSC 100%

ปัจจุบันลูกค้าและคู่ค้าระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีที่มาจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตั้งแต่ต้นทางของวัตถุดิบ การปลูกป่า ไปจนถึงกระบวนการผลิต บริษัทจึงเดินหน้าปรับตัวตามมาตรฐานระดับโลก ทั้ง FSC, TNFD และกฎระเบียบใหม่อย่าง EUDR ของสหภาพยุโรป ที่เน้นการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบและการป้องกันการทำลายป่า

ใช้ AI และดาวเทียมหาพื้นที่ปลูกใหม่
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ SCGP คือการใช้เทคโนโลยี AI และภาพถ่ายดาวเทียมในการวิเคราะห์พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยูคาลิปตัส
บริษัทตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกใหม่ปีละ 10,000-20,000 ไร่ โดยใช้ข้อมูลด้านภูมิประเทศ ปริมาณน้ำฝน และประวัติการใช้พื้นที่มาวิเคราะห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนและลดระยะเวลาในการสำรวจพื้นที่
“ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่การหาพื้นที่ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และสามารถผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลกได้” ผู้บริหาร SCGP ระบุ

โมเดลธุรกิจที่เชื่อม “เศรษฐกิจ-ชุมชน-สิ่งแวดล้อม”
SCGP มองว่า โมเดลยูคาริมคันคลองไม่ใช่เพียงการสร้างวัตถุดิบป้อนโรงงาน แต่เป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่ชุมชนมีส่วนร่วม
ปัจจุบันกว่า 70% ของไม้ยูคาลิปตัสในประเทศไทยมาจากเกษตรกรรายย่อย ขณะที่สวนป่าขนาดใหญ่มีสัดส่วนเพียง 30% สะท้อนว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมป่าเศรษฐกิจไทยกำลังเชื่อมโยงกับชุมชนมากขึ้น
ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบโลกที่เข้มข้นขึ้น โมเดล “ยูคาริมคันคลอง” จึงอาจกลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวไทยในอนาคต ทั้งในมิติของรายได้ ความยั่งยืน และการฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมกัน

รับมือกฎสิ่งแวดล้อมโลก ดันขีดแข่งขันระยะยาว
SCGP ยังเดินหน้าขยายการรับรองมาตรฐาน PEFC พร้อมเตรียมความพร้อมสอดรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น EUDR หรือ EU Deforestation-free Regulation
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่รับรองสวนไม้ยูคาลิปตัสอีก 10,000 ไร่ และฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มอีก 1,000 ไร่ ภายในปี 2570

ท่ามกลางแรงกดดันด้าน ESG และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น โมเดล Nature Positive ของ SCGP จึงไม่ใช่เพียง “โครงการสิ่งแวดล้อม” แต่กำลังกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจระยะยาว ที่เชื่อมการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการฟื้นฟูธรรมชาติและคุณภาพชีวิตชุมชนเข้าด้วยกัน

