SCGD เดินหน้ากลยุทธ์ “Regional Optimization” ชู 4 กลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรเชิงรุก รักษาความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตระยะยาว พร้อมโชว์ผลงานไตรมาส 1 ปี 2569 แข็งแกร่ง มีกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% และ EBITDA 780 ล้านบาท แม้เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
ประคองกำไรท่ามกลางรายได้ชะลอ
นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD)ระบุว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของปีนี้ คือราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนถึง 30-40% ของต้นทุนการผลิต
SCGD ประเมินว่า “ยังสามารถควบคุมผลกระทบได้” ผ่านการวางแผนล่วงหน้า ทั้งการบริหารสต๊อก การเจรจาค่าขนส่ง และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก ซึ่งช่วยลดแรงกดดันได้ดีกว่าหลายบริษัทในอุตสาหกรรม บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงผลักดันสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ทำให้กำไรเติบโตได้แม้ตลาดผันผวน ส่งผลให้ภาพรวมรายได้จากการขายไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จะลดลงเพียง 4% สะท้อนแรงหนุนจากตลาดเวียดนามที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

จุดที่น่าสนใจคือ แม้รายได้ชะลอ แต่บริษัทสามารถ “รักษาความสามารถในการทำกำไร” ได้ดีขึ้น โดย EBITDA on Sales อยู่ที่ 14.1% ใกล้เคียงไตรมาสก่อน และปรับดีขึ้นจากปีก่อน
4 กลยุทธ์หลัก พลิกเกมต้นทุน-สร้างการเติบโต
ความท้าทายจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น นำพล กล่าวว่า SCGD เดินหน้ากลยุทธ์ “Regional Optimization” อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือทั้งวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ โดยเน้น 4 แกนหลัก
1. เวียดนามเป็นฐานผลิต-ส่งออกหลัก
บริษัทเร่งยกระดับ PRIME เวียดนาม เป็นหัวใจการเติบโต โดยเพิ่มกำลังผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 6.6 ล้านตารางเมตร ด้วยงบลงทุน 660 ล้านบาท
จุดแข็งสำคัญคือ “โครงสร้างพลังงานที่ได้เปรียบ” เนื่องจากใช้พลังงานในประเทศ ทำให้ต้นทุนผันผวนน้อยกว่าหลายตลาด ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นฐานผลิตสำคัญทั้งในประเทศและส่งออก

2. รวมศูนย์การผลิตในไทย เพิ่มประสิทธิภาพ
SCGD ปรับโครงสร้างโรงงานในไทย โดยรวมสายการผลิตไว้ในพื้นที่เดียว ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
– ลดต้นทุนต่อหน่วยได้สูงสุดราว 20%
– เพิ่ม Productivity อย่างมีนัยสำคัญ
– รองรับตลาดกระเบื้องขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโต
แม้มีค่าใช้จ่ายพิเศษในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะยาวช่วยเสริมความสามารถทำกำไรอย่างชัดเจน

3. ปรับพอร์ตสินค้า รับดีมานด์ทุกระดับ
ท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” ผ่านสินค้า 2 กลุ่มหลัก
– HVA (High Value Added) สินค้านวัตกรรม มาร์จิ้นสูง (36% ของรายได้)
– Smart Value สินค้าคุ้มค่า ราคาจับต้องได้ (18%)
แนวทางนี้ช่วยรักษาฐานลูกค้าได้ทั้งตลาดบนและล่างในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

4. เร่งใช้พลังงานทางเลือก ลดต้นทุนระยะยาว
SCGD เดินหน้าลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง
– ใช้ Biomass มากกว่า 25%
– ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 13.6%
พร้อมมีแผนต่อยอดสู่ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery) ซึ่งอาจเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือกได้ถึง 30-50% ในอนาคต

มองไตรมาส 2: ยังต้อง “ตั้งรับอย่างมีแผน”
บริษัทประเมินว่า ไตรมาส 2/2569 ตลาดไทยยังไม่มีปัจจัยบวกชัดเจน ขณะที่เวียดนามยังเติบโตต่อเนื่อง ส่วนฟิลิปปินส์อาจเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ
แนวทางรับมือประกอบด้วย:
– ปรับราคาสินค้า 3-5% ให้สอดคล้องต้นทุน
– ใช้ฐานผลิตเวียดนามเพิ่มความได้เปรียบ
– ปรับกำลังผลิตให้สอดคล้องกับดีมานด์

สัญญาณเชิงบวก ฐานะการเงินแข็งแกร่ง
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนสำคัญ คือสถานะการเงินที่มั่นคง
– เงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท
– อัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA เพียง 1.1 เท่า
– งบลงทุนปีนี้คงที่ 2,500 ล้านบาท
สะท้อนความพร้อมในการลงทุนต่อเนื่อง แม้ในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน

โมเดลธุรกิจ “ทนวิกฤตพลังงาน”
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก SCGD แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงรุก ทั้งในมิติของต้นทุน การผลิต และพลังงาน การกระจายฐานการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพ และการลงทุนในพลังงานทางเลือก ไม่เพียงช่วย “ลดความเสี่ยงระยะสั้น” แต่ยังวางรากฐานให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ นี่อาจเป็นกรณีศึกษาขององค์กรที่เปลี่ยน “วิกฤตพลังงาน” ให้กลายเป็น “โอกาสเชิงกลยุทธ์” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

