SCGP, Starflex และคาราบาว กรุ๊ป ร่วมถอดบทเรียน Packaging ยั่งยืน บนเวที Earth Jump 2026 ของกสิกรไทย ชี้ EPR และ Circular Economy คือโอกาสใหม่ของธุรกิจ
ท่ามกลางแรงกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของผู้บริโภคทั่วโลก อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ โดยผู้ประกอบการไม่เพียงต้องแข่งขันด้านราคาและคุณภาพสินค้า แต่ยังต้องแข่งขันด้านความยั่งยืนควบคู่กันไป
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารือบนเวที “Commit and Compete – เกมความยั่งยืนในสนามบรรจุภัณฑ์” ภายในงาน Earth Jump 2026 ซึ่งจัดโดยธนาคารกสิกรไทย เพื่อสะท้อนมุมมองของภาคธุรกิจต่อความท้าทายและโอกาสจากแนวคิด Circular Economy และกฎหมาย Extended Producer Responsibility (EPR) ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP, ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) และ ดร.ปาริชาต มั่นสกุล ผู้บริหารสูงสุดด้านกฎหมายและผู้บริหารสูงสุดด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
SCGP ชี้ EPR กำลังเปลี่ยนกติกาของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์
ดนัยเดช กล่าวว่า บรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุห่อหุ้มสินค้า แต่ทำหน้าที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การปกป้องสินค้า (Protect) การรักษาคุณภาพสินค้า (Preserve) และการสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ (Promote) อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้บริโภคใช้งานสินค้าเสร็จ บรรจุภัณฑ์จะกลายเป็นของเสียทันที ส่งผลให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการซากบรรจุภัณฑ์และการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น

“กฎหมาย EPR กำลังเปลี่ยนบทบาทของผู้ผลิต จากเดิมที่รับผิดชอบเฉพาะการผลิตและจำหน่ายสินค้า ไปสู่การมีส่วนรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งานตลอดทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์”
สำหรับ SCGP สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษที่รีไซเคิลได้ 100% และใช้วัตถุดิบรีไซเคิลเป็นส่วนประกอบมากกว่า 90% สะท้อนประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บและหมุนเวียนทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบการผลิต

Starflex มอง Flexible Packaging คืออนาคต แต่ต้องเร่งแก้โจทย์รีไซเคิล
ด้าน ดร.สมโภชน์ กล่าวว่า บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน หรือ Flexible Packaging เป็นบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ใช้วัตถุดิบน้อย มีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำ และช่วยยืดอายุสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ความท้าทายสำคัญคือการรีไซเคิล เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัสดุหลายชั้น (Multi-layer Packaging) ซึ่งทำให้กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลมีความซับซ้อนสูง
“โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมวันนี้คือการพัฒนา Mono-material Packaging หรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุประเภทเดียว เพื่อให้สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ง่ายขึ้น แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังมาพร้อมต้นทุนและข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการผลิต”

คาราบาว กรุ๊ป เผยลงทุนด้านความยั่งยืน ช่วยลดต้นทุนเกือบ 100 ล้านบาท
ขณะที่ ดร.ปาริชาต กล่าวว่า ประสบการณ์จากวิกฤตพลังงานและปัญหา Supply Chain ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นชัดว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุนจม แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจ
“ความยั่งยืนกลายเป็นเกราะป้องกันธุรกิจ เมื่อค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น การลงทุน Solar Rooftop และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดำเนินการมาก่อน ช่วยลดผลกระทบได้อย่างมีนัยสำคัญ”
คาราบาว กรุ๊ป สามารถลดต้นทุนจากโครงการด้านความยั่งยืนได้เกือบ 100 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ผ่านการลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ การเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง

ความยั่งยืนกลายเป็นเกมการแข่งขันใหม่ของธุรกิจ
สารสำคัญจากเวที “Commit and Compete – เกมความยั่งยืนในสนามบรรจุภัณฑ์” คือ ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงภาระต้นทุนหรือข้อกำหนดด้านกฎหมายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ทั้ง SCGP, Starflex และคาราบาว กรุ๊ป ต่างสะท้อนตรงกันว่า การลงทุนในนวัตกรรม การออกแบบเพื่อรีไซเคิล การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความร่วมมือทั้งห่วงโซ่อุปทาน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับ Packaging Sustainability มากกว่าที่เคย

