“จากนาข้าวไทย…สู่โต๊ะอาหารโลก” คือวิสัยทัศน์ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของ “LPP Group” กลุ่มธุรกิจโรงสีข้าวรายใหญ่ของไทย ที่กำลังต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านข้าวกว่า 30 ปี สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านธุรกิจน้ำมันรำข้าวครบวงจร ภายใต้แบรนด์ “LPP OIL” พร้อมขยายตลาด OEM และอุตสาหกรรมอาหารระดับสากล
ถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group เล่าว่า จุดแข็งสำคัญของบริษัท คือการเป็นผู้เล่นที่เชี่ยวชาญธุรกิจข้าวแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบได้ตั้งแต่แปลงนาของเกษตรกรไทย ไปจนถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวที่ส่งถึงมือผู้บริโภคทั่วโลก
“เราไม่ได้มองข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตร แต่เป็นวัตถุดิบที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก โดยเฉพาะรำข้าวที่สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก” ถวิลกล่าว
จากธุรกิจครอบครัว สู่ผู้ส่งออกข้าวกว่า 60 ประเทศ
จุดเริ่มต้นของ LPP Group เกิดจากธุรกิจโรงสีข้าวของครอบครัวในจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยคุณพ่ออพยพมาจากประเทศจีน เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานโรงสี ก่อนค่อยๆ สร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมา – ถวิล บอกเล่าที่มาของธุรกิจ จากจุดเริ่มต้น จนปัจจุบันขยายตัวเติบโตทั้งยอดขายและธุรกิจที่แตกไลน์ออกมา

ปัจจุบัน LPP Group ดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ธุรกิจโรงสีและแปรรูปข้าว
- บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวแบรนด์ “LPP OIL”
- บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจร
ในส่วนของธุรกิจข้าว บริษัทมีแบรนด์หลัก ได้แก่ “บัวชมพู”, “ชาวนาไทย”, “กุ้งคู่ทองคำ”และ “กุหลาบ” โดยเน้นตลาดร้านอาหาร โรงแรม และ Traditional Trade เป็นหลัก
ถวิล เล่าว่า หลังเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวเมื่อราว 20 ปีก่อน บริษัทเริ่มขยายสู่ตลาดส่งออกอย่างจริงจัง จากยอดส่งออกหลักร้อยตันต่อปี เติบโตสู่ระดับ 700,000 ตันต่อปี และเคยแตะระดับสูงสุดกว่า 1 ล้านตัน โดยปัจจุบันส่งออกข้าวไปมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

“จุดแข็งของเราคือเป็นเจ้าของโรงสีเอง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นทาง อีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญมากคือความซื่อสัตย์ ลูกค้าต่างประเทศเชื่อมั่นว่า สินค้าที่ได้รับจะตรงตามมาตรฐานทุกครั้ง” เขากล่าว
“LPP OIL” ต่อยอดรำข้าวไทย สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดข้าวโลก LPP Group มองเห็นโอกาสใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจาก “รำข้าว” ซึ่งเดิมมักถูกมองเป็นเพียงผลพลอยได้จากกระบวนการสีข้าว จึงลงทุนพัฒนาโรงงานสกัดและกลั่นน้ำมันรำข้าวมาตรฐานสากล ภายใต้แบรนด์ “LPP OIL” พร้อมเปิดรับผลิตในรูปแบบ OEM สำหรับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญ คือระบบ Supply Chain ครบวงจร ที่ช่วยควบคุมคุณภาพได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกข้าว การแยกรำ การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงกระบวนการสกัดน้ำมันภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณค่าสารสำคัญอย่าง Gamma Oryzanol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

ปัจจุบัน น้ำมันรำข้าวของบริษัทมีค่า Gamma Oryzanol อยู่ในระดับ 10,000–15,500 ppm และมีจุดเกิดควันสูงถึง 235 องศาเซลเซียส ทำให้เหมาะกับการทอดและการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง อีกทั้งยังมีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชัน ไม่อมน้ำมัน และลดโอกาสเกิดกลิ่นหืน
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบ Cold Test ที่อุณหภูมิ 0°C นานกว่า 5.5 ชั่วโมง โดยไม่เกิดไขในน้ำมัน สะท้อนศักยภาพด้านเทคโนโลยีการผลิตของโรงงาน ซึ่งใช้เครื่องจักรนำเข้าจากยุโรปทั้งระบบ
รุกตลาด OEM พร้อมปั้นแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก
LPP OIL มีกำลังการบรรจุ 21,000 ตันต่อปี และกำลังการกลั่น 36,500 ตันต่อปี โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักในภาคอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง
ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าขยายบริการ OEM รองรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์น้ำมันรำข้าวของตนเอง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการผลักดันแบรนด์ “LPP OIL” ให้เป็นที่รู้จักในตลาดผู้บริโภคมากขึ้น

โรงงานของบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลหลายรายการ ได้แก่ ISO 9001, GHPs, HACCP, HALAL, FDA และ BRCGS รวมถึงได้รับรางวัล “Superior Taste Award 2025” จาก International Taste Institute
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย ESG และแนวคิด Zero Waste
อีกหนึ่งแกนสำคัญของ LPP Group คือการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG และแนวคิด Circular Economy
ถวิล ระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิด Low Carbon และเป้าหมาย Zero Waste ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ในระดับต้นน้ำ บริษัททำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อพัฒนาคุณภาพข้าวอย่างยั่งยืน ขณะที่ในระดับโรงงาน บริษัทใช้ระบบ ERP, Automation และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

“เราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดคน แต่ใช้เพื่อให้พนักงานทำงานปลอดภัยขึ้น และ Upskill ไปสู่การควบคุมระบบอัตโนมัติแทน” ถวิลกล่าว
ปัจจุบัน บริษัทติดตั้ง Solar Cell แล้วประมาณ 30% ของโรงงาน และอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลในอนาคต เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด
นอกจากนี้ LPP Group ยังมีระบบ Traceability ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แปลงนา จนถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวที่วางจำหน่าย พร้อมอยู่ระหว่างเตรียมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ESG จากประเทศสิงคโปร์
พัฒนา “Smart Agriculture Industrial Estate”
อีกหนึ่งธุรกิจยุทธศาสตร์ของกลุ่ม คือโครงการ “LPP Industrial Estate” ในนครสวรรค์ ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย
โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ 583 ไร่ ใน ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมต่อภูมิภาคและท่าเรือหลักได้สะดวก โดยมีเป้าหมายพัฒนาเป็น Smart Agriculture Industrial Estate รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในอนาคต และคาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2569

มองตลาดน้ำมันรำข้าวโลกโตต่อเนื่อง
LPP Group ประเมินว่า ตลาดน้ำมันรำข้าวโลกยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามกระแสความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
ข้อมูลอุตสาหกรรมคาดว่า ตลาดน้ำมันรำข้าวโลกในปี 2026 จะมีมูลค่าราว 12.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเติบโตสู่ระดับ 18.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2036 หรือเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.2% ต่อปี
ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตลาดหลัก ทั้งในฐานะแหล่งผลิตและตลาดผู้บริโภคสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก
ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว LPP Group จึงเดินหน้าขยายธุรกิจน้ำมันรำข้าว ทั้งในตลาด B2B และ B2C เพื่อผลักดัน “LPP OIL” สู่แบรนด์น้ำมันรำข้าวคุณภาพระดับโลกในอนาคต

