โก โฮลเซลล์ จัดการ Food Waste ตั้งแต่ต้นทาง จับมือซัพพลายเออร์และเกษตรกร นำเศษผักจากกระบวนการคัดและตัดแต่งเฉลี่ยวันละ 400–500 กิโลกรัม แปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์แทนการฝังกลบ หมุนเวียนทรัพยากรกลับสู่ภาคเกษตรตามแนวคิด Circular Economy เพิ่มอินทรียวัตถุในดิน พร้อมสร้างทางเลือกให้เกษตรกรลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและบริหารต้นทุนการผลิต
การจัดการ Food Waste ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาหารที่เหลือหลังการบริโภค แต่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่กระบวนการเตรียม คัด และตัดแต่งวัตถุดิบ เพราะหากได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ของเสียเหล่านี้สามารถถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ และหมุนเวียนกลับเข้าสู่ภาคการเกษตรได้อีกครั้ง GO WHOLESALE ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือ เซ็นทรัล รีเทล กับซัพพลายเออร์หรือพันธมิตรทางธุรกิจ จึงร่วมมือบริหารจัดการเศษผักที่เกิดขึ้นจากกระบวนการตัดแต่งสินค้า
เพื่อเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลับมาเป็น “ทรัพยากร” ตามแนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และนำทรัพยากรกลับคืนสู่ภาคเกษตรในรูปของ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกให้เกษตรกรลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และช่วยบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้ดียิ่งขึ้น

จากเศษผักในโรงคัด สู่โมเดล Circular Economy
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม คือความร่วมมือระหว่าง โก โฮลเซลล์ และ บริษัท เอเชียคูซีน่า จำกัด โดยในแต่ละวัน ผักสดจากเครือข่ายเกษตรกรจำนวนมาก ส่งเข้าสู่โรงคัดและบรรจุของบริษัทฯ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตัดแต่งให้เป็นไปตามมาตรฐานของโก โฮลเซลล์ และกระจายไปจำหน่ายยังสาขาต่าง ๆ
กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดเศษผักจากการตัดแต่งและบรรจุ ทั้งโคนผัก ใบเหลือง ใบช้ำ ส่วนที่มีตำหนิ รวมถึงส่วนเกินที่ไม่ตรงตามมาตรฐานการจำหน่าย
ทีมจัดซื้อของโก โฮลเซลล์จะให้คำแนะนำแก่เกษตรกรตั้งแต่แปลงปลูก เกี่ยวกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด ขณะที่เมื่อผลผลิตเดินทางมาถึงโรงคัดและตัดแต่ง ก็จะให้ความรู้แก่ซัพพลายเออร์ถึงมาตรฐานความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องตัดแต่งมากเท่ากับสินค้าที่จำหน่ายในตลาดค้าปลีก
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเศษผักบางส่วนหลงเหลือจากกระบวนการ จึงนำไปสู่การพัฒนาแนวทางนำเศษผักเหล่านี้ กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง โดยหมุนเวียนกลับไปสู่เกษตรกรผู้ปลูกผัก และช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีให้ได้มากที่สุด

เปลี่ยนเศษผัก 400–500 กิโลกรัมต่อวัน เป็นปุ๋ยอินทรีย์
ปวิช ถวัลย์ศักดิวุฒิ Project Manager ฝ่ายพัฒนาโครงการ บริษัท เอเชียคูซีน่า จำกัด กล่าวว่า ผักทุกล็อตที่เกษตรกรนำมาส่งจะผ่านกระบวนการทำความสะอาด คัด และตัดแต่ง ก่อนเข้าสู่กระบวนการบรรจุ
“ผักทุกล็อตที่เกษตรกรนำมาส่งจะผ่านการทำความสะอาด คัด และตัดแต่งก่อนเข้าสู่กระบวนการบรรจุ ที่จะตัดแต่งกาบใบชั้นนอก ใบเหลือง ใบช้ำ หรือส่วนที่มีตำหนิ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับผักที่สะอาด สด และมีมาตรฐานเดียวกัน ขณะที่เศษผักที่เหลือจากกระบวนการ เรามองว่า น่าจะนำมาต่อยอดเป็นวัสดุอินทรีย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้”
แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษผักร่วมกัน โดยเศษผักที่เกิดขึ้นในแต่ละวันจะถูกรวบรวมเข้าสู่กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ แทนการนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ

ปวิช กล่าวว่า ได้ร่วมพัฒนาโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษผัก โดยทุกวันจะรวบรวมเศษผักเข้าสู่กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ แทนการนำไปฝังกลบ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมหมุนเวียนทรัพยากรกลับคืนสู่ภาคการเกษตร การแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน และเป็นอีกทางเลือกในการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร ซึ่งยังคงมีต้นทุนอยู่ในระดับสูง
ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเศษผักจากกระบวนการคัดและตัดแต่งเฉลี่ยประมาณ 400–500 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเศษผักทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จากเดิมที่ต้องกลายเป็นขยะและเข้าสู่กระบวนการฝังกลบ
จึงนับเป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง พร้อมช่วยลดปริมาณเศษผักที่ต้องนำไปกำจัดและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ปุ๋ยอินทรีย์ช่วยดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี
อีกผลลัพธ์สำคัญของการนำเศษผักกลับเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ คือการสนับสนุนการปลูกผักปลอดภัยของเกษตรกร เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุยและสามารถอุ้มน้ำได้ดี
ขณะเดียวกัน ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรไทย สะท้อนการหมุนเวียนทรัพยากรกลับคืนสู่ระบบการผลิตตามแนวคิด Circular Economy อย่างเป็นรูปธรรม

ลด Food Waste ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง Supply Chain
ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า การลด Food Waste ไม่ได้อาศัยการจัดการของเสียเฉพาะในช่วงปลายทางเท่านั้น แต่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ผ่านความร่วมมือระหว่างธุรกิจค้าส่ง ซัพพลายเออร์ และเกษตรกร
โมเดลของโก โฮลเซลล์จึงเริ่มตั้งแต่การให้คำแนะนำเกษตรกรเพื่อลดการสูญเสียผลผลิตในแปลง การทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อกำหนดมาตรฐานการตัดแต่งให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการนำเศษผักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
สำหรับ โก โฮลเซลล์ บทบาทของการเป็นศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งมอบผักและผลไม้คุณภาพให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนซัพพลายเออร์และเกษตรกรในการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานร่วมกันอย่างยั่งยืน

โดยเฉพาะการลด การสูญเสียและของเสียจากอาหาร (Food Loss and Waste) ผ่านการเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ก่อนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบการผลิตอีกครั้ง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การลดต้นทุน และการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย

