GULF ผนึก ปิดทองหลังพระฯ ดันโซลาร์ยกระดับเกษตรอุดรฯ ติดตั้งระบบสูบน้ำ-โรงเรือนปลอดภัย สร้างรายได้ ลดต้นทุน สู่ชุมชนยั่งยืน สืบสานแนวพระราชดำริ” นำองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนมาต่อยอดโครงการบริหารจัดการน้ำและเกษตรปลอดภัย ในพื้นที่บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งแก้โจทย์สำคัญของชุมชน คือ “น้ำ” และ “ต้นทุนพลังงาน” โดย GULF สนับสนุนการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พร้อมหอถังสูง ระบบท่อส่งน้ำ และระบบกระจายน้ำไปยังแปลงเพาะปลูก ช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงน้ำได้อย่างเพียงพอ แม้ในช่วงฤดูแล้ง
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยจำนวน 10 โรงเรือน และขยายระบบส่งน้ำไปยังแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ของชุมชน เปิดโอกาสให้ชาวบ้านปลูกผัก ไม้ผล และไม้เศรษฐกิจ พัฒนาสู่แนวทาง “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน พร้อมสร้างงานและรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว

ญาณิศา วัฒนคำนวณ ผู้อำนวยการด้านการบริหารฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “GULF” กล่าวว่า GULF ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยนำความเชี่ยวชาญของธุรกิจมาสนับสนุนสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร
โครงการนี้ยังสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัย 10 โรงเรือน เพื่อสร้างงานและรายได้ พร้อมทั้งขยายระบบน้ำไปยังพื้นที่แหล่งน้ำของชุมชนให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และสามารถพัฒนาไปสู่การปลูกไม้ผลและไม้เศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ GULF ยังนำวิศวกรจาก GULF1 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่เชี่ยวชาญด้านโซลาร์เซลล์ มาถ่ายทอดความรู้ด้านการดูแลรักษาระบบ เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ญาณิศา กล่าวว่า การเลือกพื้นที่บ้านโคกล่ามและบ้านแสงอร่าม เนื่องจากชุมชนมีความเข้มแข็งและมีศักยภาพอยู่แล้ว แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาด การสนับสนุนครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังเพิ่มรายได้ และคาดว่าจะขยายผลสู่ชุมชนอื่น ๆ จนพัฒนาเป็นต้นแบบระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดต่อไป
ด้าน วรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ก่อนที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาพัฒนา “อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อย่างเป็นระบบ ทั้งการเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำ การวางระบบกระจายน้ำ และการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
เมื่อมีน้ำอย่างเพียงพอ เกษตรกรจึงเปลี่ยนจากการทำนาเชิงเดี่ยวไปสู่เกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ เกิดการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนปลูกผักที่เข้มแข็ง สร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 95,000 บาทในปี 2553 เป็น 435,000 บาทในปี 2568 พร้อมกับสัดส่วนหนี้สินที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ล่าสุด โครงการได้ยกระดับอีกขั้นด้วยความร่วมมือกับ GULF ในการนำเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบสูบน้ำและกระจายน้ำ ช่วยลดต้นทุนพลังงานอย่างมาก ควบคู่กับการสนับสนุนโรงเรือนปลูกผักปลอดภัยมูลค่าสูงเพิ่มอีก 10 โรงเรือน เพื่อยกระดับการผลิตให้ทันสมัยและตอบโจทย์ตลาด
นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และตั้งเป้าให้พื้นที่นี้เป็นโมเดลต้นแบบในการขยายผลไปยังชุมชนอื่น รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
ด้าน สุภาวดี ปั้นสง่า คณะกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกผัก กล่าวว่า กลุ่มเริ่มจากการปลูกผักเพื่อบริโภคและจำหน่ายในพื้นที่ ก่อนพัฒนาสู่การปลูกในโรงเรือนแบบกระบะยกสูง ใช้ระบบน้ำหยด ภายใต้แนวคิด “ปลูกน้อยแต่รายได้สูง” โดยมีการวางแผนการผลิตตลอดปี การปลูกผักแต่ละรอบใช้เวลา 45 วัน สร้างรายได้ 4,000–5,000 บาทต่อโรงเรือน และสามารถปลูกได้ 8 รอบต่อปี คิดเป็นรายได้เสริม 32,000–40,000 บาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การสนับสนุนจาก GULF โดยเฉพาะระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ หอถังสูง และโรงเรือนอีก 10 หลัง ช่วยให้การผลิตมีความต่อเนื่อง แม้ในฤดูแล้ง และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินสามารถมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง
สอดคล้องกับ สุพรรณ พันพรม ผู้ใหญ่หมู่ที่ 3 บ้านโคกล่าม ที่ระบุว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านต้องใช้น้ำบาดาลซึ่งมีต้นทุนพลังงานสูง ทำให้รายได้เหลือเก็บน้อย แต่เมื่อมีระบบโซลาร์เซลล์และการขยายระบบน้ำ ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสามารถพัฒนาไปสู่การปลูกไม้เศรษฐกิจ รวมถึง “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนหอถังเก็บน้ำบาดาลเพื่อใช้อุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้ง ช่วยให้ชุมชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ
GULF ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในระยะยาว โดยร่วมส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำและกลุ่มโรงเรือน นำรายได้ส่วนหนึ่งมาดูแลรักษาระบบโซลาร์เซลล์ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร การจัดการน้ำ และเทคโนโลยี เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป

