GULF Care ส่งต่อความรู้ สู้ภัยพิบัติ ขยายบทบาทจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัย สู่การสร้าง “ภูมิคุ้มกันให้ชุมชน” ผ่านการพัฒนาทักษะการรับมือภัยพิบัติแก่เยาวชนกว่า 600 คนในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ต่อยอดภารกิจหลังการสนับสนุนถุงยังชีพกว่า 9,000 ชุดและเรือท้องแบนในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2568
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืน ผ่านการยกระดับศักยภาพของคนในชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้น
เปลี่ยนจาก “ช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ” สู่ “สร้างภูมิคุ้มกันก่อนเกิดภัย”
GULF และโรงไฟฟ้ากัลฟ์จะนะกรีน ร่วมกับสมาคมความปลอดภัยภาคใต้ จัดกิจกรรม “GULF Care ส่งต่อความรู้ สู้ภัยพิบัติ” ณ โรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะด้านการรับมือภัยพิบัติให้แก่เยาวชนในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้อง ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระยะยาว
แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากบทเรียนในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2568 ซึ่ง GULF ได้เข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอจะนะและอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านการสนับสนุน
ถุงยังชีพ “GULF Care” กว่า 9,000 ชุด
สำหรับปี 2569 บริษัทได้ต่อยอดการช่วยเหลือจากการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า ไปสู่การสร้างองค์ความรู้เชิงป้องกัน เพื่อให้เยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชุมชนสามารถช่วยเหลือตนเอง ครอบครัว และผู้อื่นได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ฝึกทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบคลุมไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และ CPR
กิจกรรม “GULF Care ส่งต่อความรู้ สู้ภัยพิบัติ” ได้จัดการเรียนรู้ผ่านการจำลองสถานการณ์จริง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
หัวข้อการอบรมครอบคลุม ได้แก่ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ การประเมินสถานการณ์ฉุกเฉิน การรับมือเหตุไฟฟ้าลัดวงจร การรับมืออัคคีภัย การรับมือน้ำท่วม การรับมือแผ่นดินไหว การดับเพลิงเบื้องต้น การฝึกใช้ถังดับเพลิง การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) การปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการอพยพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
กิจกรรมดังกล่าวมีนักเรียนและคณะครูจากโรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์เข้าร่วม กว่า 600 คน

บทเรียนจริงที่สามารถช่วยชีวิตได้
ขวัญชนก ไชยแก้ว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์ กล่าวว่า เคยเจอเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งตอนนั้นกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนเรื่องพื้นที่เสี่ยงแล้ว แต่ด้วยความชะล่าใจ คิดไม่ถึงว่าน้ำจะท่วมจริง เลยไม่มีการวางแผนรับมือ ตอนที่น้ำลดลงแล้ว ข้าวของและคนก็เสียหายหนักมาก
การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนล่วงหน้า ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงสามารถช่วยเหลือตนเองและคนรอบข้างได้ พร้อมกล่าวขอบคุณ GULF ที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
ด้านกุลวานีย์ หลำหลี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กล่าวว่า หลังจากการอบรมทำให้เข้าใจวิธีรับมือน้ำท่วมอย่างถูกต้อง เช่น การสับสวิตช์ไฟเมื่อน้ำเริ่มสูงเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงไม่ควรสัมผัสผู้ถูกไฟดูดโดยตรง พร้อมชื่นชมว่ากิจกรรมเปิดโอกาสให้ได้ลงมือปฏิบัติจริง และสามารถนำความรู้ไปช่วยเหลือผู้อื่นได้
มณีรัตน์ สุขโข ครูวิชาภาษาไทย โรงเรียนจะนะชนูปถัมภ์ กล่าวว่า การร่วมอบรม ทำให้ได้เรียนรู้การรับมือภัยพิบัติหลากหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย อัคคีภัย รวมถึงทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและ CPR จุดเด่นของกิจกรรม คือ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง จากปกติที่ได้เรียนตามตัวชี้วัดในรายวิชาต่าง ๆ เท่านั้น

CSR ที่สร้าง “Resilience” ให้ชุมชน มากกว่าการช่วยเหลือระยะสั้น
กิจกรรม “GULF Care ส่งต่อความรู้ สู้ภัยพิบัติ” สะท้อนการยกระดับแนวคิดด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของ GULF จากการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ ไปสู่การสร้าง Resilient Community หรือชุมชนที่มีความสามารถในการรับมือ ฟื้นตัว และลดผลกระทบจากภัยพิบัติได้ด้วยตนเอง
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทภายใต้แนวคิด “Powering the Future, Empowering the People” ที่มุ่งดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ได้แก่
- SDG 11 ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความครอบคลุม ปลอดภัย ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน
- SDG 17 เสริมสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

การลงทุนด้าน “ความรู้” คือการลดต้นทุนความสูญเสียในอนาคต
ท่ามกลางความถี่ของอุทกภัยและภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การช่วยเหลือหลังเกิดเหตุเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การลงทุนในองค์ความรู้และทักษะด้านการป้องกันภัยตั้งแต่วัยเรียนจึงเป็นการสร้าง “ทุนทางสังคม” ที่มีมูลค่าในระยะยาว
กรณีของ GULF Care ส่งต่อความรู้ สู้ภัยพิบัติ แสดงให้เห็นถึงการต่อยอดจากการเยียวยาผู้ประสบภัยในปี 2568 สู่การสร้างศักยภาพของเยาวชนกว่า 600 คนในปี 2569 ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งด้านการรับมือน้ำท่วม อัคคีภัย การปฐมพยาบาล และ CPR ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังช่วยเสริมสร้างความพร้อมของชุมชนในการเผชิญเหตุฉุกเฉินในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับ “การป้องกัน” ควบคู่กับ “การฟื้นฟู” เพื่อสร้างสังคมที่มีความยืดหยุ่นและเข้มแข็งในระยะยาว

