“เกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร” บิ๊กบอส กะทิชาวเกาะ และ “ชวพล” ผู้บริหารรุ่นใหม่ เผยกลยุทธ์ ESG ล่าสุด ลงทุนเทคโนโลยี-พลังงานหมุนเวียน สร้าง Brand Trust ดันยอดส่งออกโต 20% สวนทางตลาดกะทิไทยที่ทรงตัว ย้ำ ESG ไม่ใช่ภาระ จากประสบการณ์…ทุกโครงการที่ลงทุนสามารถคืนทุนได้จริง
กะทิชาวเกาะ ชู ESG เป็นหัวใจธุรกิจ ดันส่งออกโต 20% สวนทางตลาดโลก
บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “กะทิชาวเกาะ” เดินหน้าขับเคลื่อน โดยแม่ทัพใหญ่ เกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มอำพลฟูดส์ และ กรรมการผู้จัดการ โรงงานชาวเกาะ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ซึ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ตั้งแต่ระดับการจัดการวัตถุดิบ การลงทุนด้านเทคโนโลยี การบริหารสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ ส่งผลให้ยอดจำหน่ายในตลาดส่งออกปี 2568 เติบโตถึง 20% แม้ภาพรวมการส่งออกผลิตภัณฑ์กะทิของไทยจะอยู่ในภาวะทรงตัวหรือเติบโตเพียง 0% ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงทุนระยะสั้น แต่เป็นผลลัพธ์ของการวางรากฐานด้านความยั่งยืนมายาวนานกว่า 20-30 ปี ตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง จนส่งต่อแนวคิดสู่ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่กำลังต่อยอดธุรกิจให้ตอบโจทย์ตลาดโลกยุคใหม่
จากธุรกิจกะทิเมื่อ 50 ปีก่อน สู่การสร้างความได้เปรียบด้วย ESG
เกียรติศักดิ์ เล่าว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างการยอมรับในตลาดโลก ปัจจุบันธุรกิจหลักของบริษัทคือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว โดยมีสัดส่วนการจำหน่ายในตลาดส่งออกถึง 80% และตลาดภายในประเทศ 20% ครอบคลุมทั้งกะทิ น้ำมะพร้าว น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มะพร้าวอบกรอบ และผักผลไม้กระป๋อง

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมมะพร้าวทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากพื้นที่เพาะปลูกที่ลดลง ภัยแล้ง และแมลงศัตรูพืช ขณะที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าไทย
“อนาคตการแข่งขันจะยากขึ้น เพราะหลายประเทศมีวัตถุดิบมากกว่าและต้นทุนต่ำกว่าเรา สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจึงไม่ใช่ราคา แต่คือความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และมาตรฐานที่ตลาดโลกยอมรับ” เกียรติศักดิ์กล่าว
ลงทุน 10 ล้านบาท ใช้เทคโนโลยี CRDS สร้าง Brand Trust
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัท คือการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์เรื่องความโปร่งใสของสินค้า (Brand Trust & Transparency) ล่าสุด บริษัทลงทุนกว่า 10 ล้านบาท เพื่อนำเข้าเครื่อง CRDS (Cavity Ring-Down Spectroscopy) เทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพน้ำมะพร้าวด้วยระบบเลเซอร์ ซึ่งสามารถตรวจจับการเจือปนของน้ำตาลได้อย่างแม่นยำ
การลงทุนดังกล่าวไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและผู้บริโภคทั่วโลก ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่องคุณภาพวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม

“เครื่อง CRDS ทำให้เราสามารถพิสูจน์ได้ว่าน้ำมะพร้าวของเราเป็นธรรมชาติจริง ไม่มีการเจือปน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลาดโลกให้ความสำคัญมากขึ้นทุกวัน” เกียรติศักดิ์กล่าว
ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนที่คืนกำไร
แม้คำว่า ESG จะกลายเป็นกระแสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับกะทิชาวเกาะ แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้จริงในองค์กรนานกว่า 20 ปี เกียรติศักดิ์ ยอมรับว่า ในอดีตบริษัทอาจไม่ได้เรียกสิ่งที่ทำว่า ESG แต่ทุกโครงการล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ตัวอย่างสำคัญคือการลงทุนกว่า 70 ล้านบาท ในระบบบำบัดน้ำเสียที่สามารถกักเก็บก๊าซชีวภาพเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงงาน ซึ่งดำเนินการมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี และคืนทุนไปแล้วทั้งหมด
นอกจากนี้ โรงงานยังติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา กำลังการผลิตปัจจุบัน 3 เมกะวัตต์ และมีแผนขยายเป็น 4-5 เมกะวัตต์ ในอนาคต ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้หลายล้านบาทต่อปี
นอกจากในมุมของสิ่งแวดล้อม ส่วนของสังคม ภายใต้ร่มเงากลุ่มอำพลฟูดส์ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทย ผ่านหลักสูตร FoodWorks เพื่อเสริมองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการสร้างแบรนด์ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเราเชื่อว่า SMEs ไทย คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่อนาคต และ

อำพลฟูดส์พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการเติบโตดังกล่าว”
จากวิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับ SMEs ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารกว่า 4 ทศวรรษ พร้อมเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน สู่การเป็น SMEs Partner ผลักดันให้เกิดเครือข่าย SMEs ในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สู่การต่อยอดธุรกิจร่วมกัน ทั้งนี้ อำพลฟูดส์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดหลักสูตร FoodWorks รุ่นที่ 4 หลักสูตรยกระดับ SMEs ในอุตสาหกรรมอาหาร ทางลัดสู่ความสำเร็จของ SMEs ไทย ตั้งเป้าสู่เครือข่าย SMEs อุตสาหกรรมอาหารชั้นนำของประเทศไทย ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมที่ Facebook : FoodWorksCourse หรือโทร 090-197-4821
“หลายคนมองว่า ESG เป็นภาระ แต่ประสบการณ์ของเราพิสูจน์ว่า ทุกโครงการที่ลงทุนสามารถคืนทุนได้จริง และยังช่วยลดต้นทุนระยะยาวอีกด้วย” เกียรติศักดิ์กล่าว

ผู้บริหารรุ่นใหม่ต่อยอด ESG สู่ Circular Economy เต็มรูปแบบ
ด้าน ชวพล เทพผดุงพร ผู้จัดการฝ่ายผลิต โรงงานชาวเกาะ กล่าวว่า บริษัทได้ขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากลทั้ง ISO 14001:2015 และ ISO 50001:2018 ของเหลือจากกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นกาบมะพร้าว กากมะพร้าว หรือเศษวัสดุต่าง ๆ ถูกนำกลับมาใช้เป็นพลังงานหมุนเวียนภายในโรงงาน เพื่อลดการใช้ทรัพยากรใหม่และลดปริมาณของเสีย
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานและจริยธรรมธุรกิจ ได้แก่ มรท. 8001-2563 (TLS8001-2020) และ SMETA เพื่อรองรับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นจากคู่ค้าในตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อผลักดันเป้าหมาย Zero Waste เช่น การนำไขมันที่แยกออกจากระบบบำบัดน้ำเสียไปใช้ผลิตพลังงานชีวภาพ และการทดลองใช้เลี้ยงแมลง Black Soldier Fly เพื่อสร้างโปรตีนทางเลือก

ESG กลายเป็นแต้มต่อสำคัญของการส่งออก
ผู้บริหาร ยอมรับว่า ปัจจุบันตลาดยุโรปและประเทศพัฒนาแล้ว เริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ การใช้พลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แม้บริษัทจะดำเนินโครงการเหล่านี้มานานแล้ว แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาได้เริ่มเก็บข้อมูลและจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับข้อกำหนดใหม่ของตลาดโลก
“เราโชคดีที่เริ่มทำก่อนที่ตลาดจะเรียกร้อง เพราะเมื่อคู่ค้าต้องการข้อมูล ESG เราไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ เพียงแค่จัดทำรายงานให้เห็นเป็นรูปธรรม”เกียรติศักดิ์กล่าว

จากกะทิสู่ Food Innovation สร้างการเติบโตระยะยาว
นอกจากการยกระดับมาตรฐาน ESG บริษัทกำลังต่อยอดธุรกิจสู่กลุ่มอาหารพร้อมรับประทานภายใต้แบรนด์ “รอยไทย” ทั้ง Ready to Cook และ Ready to Eat รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างไอศกรีมกะทิ น้ำมะพร้าวสำหรับร้านกาแฟ และคอนเซ็ปต์ Coconut Café เพื่อเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่ผู้สร้างนวัตกรรมอาหารมูลค่าเพิ่ม โดยใช้จุดแข็งด้านความเป็นไทยและความเชี่ยวชาญเรื่องมะพร้าวเป็นฐานในการแข่งขันระดับโลก

ESG ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรก
เรื่องราวของกะทิชาวเกาะสะท้อนให้เห็นว่า ESG ไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่สร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจได้จริง
จากการลงทุนในระบบบำบัดน้ำเสียเมื่อกว่า 20 ปีก่อน สู่การใช้เทคโนโลยีตรวจสอบคุณภาพระดับโลกในปัจจุบัน ทุกการตัดสินใจล้วนเชื่อมโยงกับเป้าหมายเดียวกัน คือการสร้างความเชื่อมั่น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “กะทิชาวเกาะ” สามารถเติบโตสวนทางตลาด พร้อมส่งต่อแนวคิด ESG จากรุ่นผู้ก่อตั้งสู่ผู้บริหารรุ่นใหม่ จนกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าจับตาของภาคอุตสาหกรรมอาหารไทยในเวทีโลก

