การประชุม COP30 ที่เบเลง ประเทศบราซิล กลายเป็นเวทีสำคัญที่ประเทศไทยตั้งใจใช้เพื่อสะท้อน “สัญญาณใหม่” ของความทะเยอทะยานด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสกดดันระดับโลกที่เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาขยับบทบาทและเพิ่มความโปร่งใสในระบบคาร์บอนมากขึ้น
ลดก๊าซ 47% ภายในปี 2035 และ Net-Zero ปี 2050
ภายใต้ NDC 3.0 (แผนการลดก๊าซเรือนกระจกฉบับที่ 3.0 ของประเทศไทย) ไทยประกาศเป้าลดก๊าซมากถึง 47% เมื่อเทียบกับปี 2019 ซึ่งถือว่า “เป็นความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ” และทำให้เส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ Net-Zero ถูกเร่งขึ้น 15 ปีจากเดิม
การประกาศนี้มีความหมายสำคัญ 3 ประเด็น
- ไทยกำลังปรับบทบาทจาก “ผู้ได้รับผลกระทบ” สู่ “ผู้กำหนดทิศทาง”
- ส่งสัญญาณเชิงเศรษฐกิจว่าไทยมุ่งเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ด้านคาร์บอน
- เป็นข้อพิสูจน์ว่าไทยต้องการรักษาความสามารถแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่ต้องเจอกติกาคาร์บอนใหม่ เช่น CBAM ของยุโรป
การปรับตัว (GGA) — จุดยืนของประเทศเปราะบาง
ไทยย้ำว่า Global Goal on Adaptation ต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนและสอดคล้องกันระหว่างระดับสากลกับการทำงานในประเทศ นี่เป็นประเด็นสำคัญเพราะไทยและอาเซียนคือ “ภูมิภาคเสี่ยงสูง” ทั้งจากน้ำท่วม พายุ ลมมรสุม และภัยร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี
ท่าทีนี้สะท้อนว่าไทยต้องการผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มากกว่าข้อความทางการเมืองที่วัดผลไม่ได้ และต้องการให้การสนับสนุนระหว่างประเทศเกิดขึ้นจริง

มาตรา 6 และระบบคาร์บอนของไทย — โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่
ไทยระบุว่าระบบภายใต้มาตรา 6 ของไทย “โปร่งใส เชื่อถือได้ และมีผลลดจริง” ซึ่งเป็นสัญญาณถึงตลาดโลกว่าประเทศไทยต้องการเป็น “ฮับคาร์บอนเครดิตในเอเชีย” ในอนาคต
หากไทยเดินเกมถูกต้อง สิ่งนี้จะกลายเป็น โอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนและเอกชน รวมถึงเป็นเครื่องมือดึงการลงทุนสีเขียว และยังเป็นแต้มต่อในเวทีการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายอยู่ที่ “การกำกับคุณภาพเครดิต” ซึ่งหลายประเทศกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
Climate Change Act — กฎหมายที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจไทย
การผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่ไทยจะมี กองทุนสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ มีระบบกำหนดราคาคาร์บอน และกรอบบังคับใช้กับทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ
นี่ไม่ใช่แค่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “กฎหมายเศรษฐกิจ” ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนและอุตสาหกรรมไทยตลอดหลายทศวรรษข้างหน้า
ไทยในเวทีโลก ภาพลักษณ์ที่แข็งแรงขึ้น
การที่งาน Thailand Climate Action Conference 2025 มีผู้เข้าร่วมกว่า 11,000 คน รวมถึงสถานทูตกว่า 30 แห่ง แสดงให้เห็นว่าไทยกำลังถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีการขับเคลื่อนจริงในระดับนโยบายและปฏิบัติ ซึ่งมีผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนสีเขียว
จากการประชุม COP30 ที่จบไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของไทย หาก…แม้ท่าทีของไทยใน COP30 จะ “ก้าวหน้าและท้าทาย” แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย:
- ความสามารถในการออกและบังคับใช้ Climate Change Act
- เงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน
- การพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนให้โปร่งใส และได้มาตรฐานระดับโลก
- การทำงานร่วมกันของภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันการเงิน
หากไทยสามารถเปลี่ยน “คำประกาศ” ให้เป็น “การดำเนินงานจริง” COP30 จะกลายเป็นหมุดหมายที่นำไปสู่ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในเชิงสภาพภูมิอากาศ แต่ในเชิงเศรษฐกิจและความสามารถแข่งขันของประเทศในระยะยาว
จุดเปลี่ยนหลักจาก COP30 ที่ไทยต้องจับตา
สำหรับการประชุม COP30 ที่จบลงด้วยข้อตกลง ถูกวิจารณ์ว่า ‘อ่อน’ ในแง่การกำหนดทิศทางยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ขยายพื้นที่การสนับสนุนด้านการ ปรับตัว (adaptation finance) และการคุ้มครองป่าไม้ (Tropical Forest initiatives) ซึ่งให้ทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทยและประเทศในอาเซียน — โดยเฉพาะเรื่องการระดมทุน การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และการวางแผนการปรับตัวต่อเหตุสุดวิสัยทางภูมิอากาศ
ร่างข้อตกลงไม่ระบุการ ‘ยุติ’ ฟอสซิลอย่างชัดเจน — ข้อความฉบับร่างที่ปล่อยออกมาลดทอนการกล่าวถึง roadmap ยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้แรงกดดันจากประเทศที่ต้องการลดการปล่อยกลับไปสู่เวทีการเมืองระหว่างประเทศอีกครั้ง สำหรับไทยหมายความว่าแรงจูงใจทางการต่างประเทศที่จะผลักดันนโยบายภายใน (เช่น ถอดถ่านหินออกจากพอร์ตการผลิตไฟฟ้าอย่างเร็ว) อาจมาในรูปของแรงผลักดันจากตลาดหรือพันธมิตร ไม่ใช่ข้อผูกมัดระหว่างประเทศโดยตรง
การเพิ่มเงินทุนด้าน ‘การปรับตัว’ ถูกผลักเป็นวาระสำคัญ — ความเห็นร่วมและเป้าหมายการ “เพิ่ม/ทวีคูณ” งบสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการปรับตัว เช่น เป้าการรวมมูลค่าเงินทุนเป้าหมายหลายร้อยพันล้านดอลลาร์ต่อปี ถูกยกขึ้นมาเป็นจุดที่ต้องลงรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งช่องทางการระดมทุนและบทบาทของธนาคารพหุภาคี (MDBs) สำหรับไทย (ที่เป็นประเทศเสี่ยงต่อน้ำท่วม-ภัยแล้ง-พายุตามแนวชายฝั่ง) การเข้าถึงเงินก้อนนี้เป็นโอกาสสำคัญ แต่ต้องเตรียม “โปรเจ็กต์พร้อมลงทุน” และกลไก co-finance ให้ชัดเจน
การลงทุนเพื่อป่าและสิทธิของชนเผ่า/ชุมชนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น — การประกาศ TFFF (Tropical Forest Forever Facility) และการจัดสรรงบประมาณบางส่วนให้กับชุมชนพื้นเมือง สะท้อนแนวทางการรักษาป่าแบบผสมผสาน ซึ่งส่งสัญญาณว่าแหล่งเงินสำหรับโครงการอนุรักษ์/คาร์บอนบอนด์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น — แต่มีเงื่อนไขด้านการตรวจสอบสิทธิและการมีส่วนร่วมของชุมชน ไทยสามารถใช้กลไกนี้เพื่อส่งเสริมการฟื้นฟูป่า ป้องกันไฟป่า และสร้างแหล่งรายได้ชุมชนผ่านโมเดลยั่งยืนได้ หากปรับกฎหมายที่ดินและระบบสิทธิชุมชนให้พร้อม
ความขัดแย้งและการประท้วง—ภาพลักษณ์ทางการเมืองมีผลต่อการเจรจา — เหตุการณ์การประท้วง การปะทะกับเจ้าหน้าที่ และความตึงเครียดใน Blue Zone แสดงให้เห็นว่าการเมืองภายในประเทศ/การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น (เช่น กรณีอเมซอน) สามารถบดบังประเด็นสภาพภูมิอากาศได้ — ประเด็นเหล่านี้สะท้อนโอกาสให้ไทยวางนโยบายสาธารณะควบคู่การสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจน
ทิศทางการผลักดันนโยบาย Net Zero ของไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้สรุปทิศทางการผลักดันนโยบาย Net Zero ของไทยว่า สำหรับการดำเนินการของประเทศไทยภายหลังจากได้อัพเดทแผน NDC3.0 อย่างเป็นทางการ คงจะมีการออกระเบียบ แผนการ หรือกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ในปี 2050 โดยเฉพาะการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ร่าง พ.ร.บ. Climate Change) ซึ่งคาดว่าจะพิจารณาภายในปีนี้

พ.ร.บ. Climate Change จะเป็นกฎหมายหลักที่เป็นศูนย์กลางในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การบังคับรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG reporting) กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ได้แก่ ภาษีคาร์บอน สิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading Scheme: ETS) และการจัดตั้งกองทุนสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
ทิศทางของนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยจะเร็วหรือช้า และเข้มงวดมากน้อยแค่ไหน คงขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการบังคับใช้ พ.ร.บ. Climate Change และระดับของการกำหนดราคาคาร์บอนในกฎหมายลูก ได้แก่ ภาษีคาร์บอน และระบบ ETS ซึ่งคาดว่าจะมีดำเนินการได้ภายหลังจากกฎหมายหลักบังคับใช้เป็นระยะเวลา 2 ปี

