CEO กสิกรไทยชี้ ESG และ Net Zero คือใบอนุญาตทำธุรกิจยุคใหม่ พร้อมเผย 4 สะพานสู่ความสำเร็จที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งลงมือทำ ย้ำ การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเหมือนการสร้างสะพานเพื่อข้ามข้อจำกัดและความท้าทาย
ESG กำลังเปลี่ยนจาก “แต้มต่อ” เป็น “เงื่อนไขอยู่รอด” ของธุรกิจ
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่า จะปรับตัวอย่างไรเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย มองว่า การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และ Net Zero ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์หรือคะแนนพิเศษอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการทำธุรกิจในอนาคต

“การทำเรื่อง Green ไม่ใช่โบนัส ไม่ใช่น้ำจิ้ม ไม่ใช่แต้มบวกเล็ก ๆ น้อย ๆ และไม่ใช่ภาระที่เพิ่มขึ้นในการทำธุรกิจ แต่มันคือใบอนุญาตที่จะสามารถทำธุรกิจและแข่งขันได้ในโลกอนาคต”
CEO กสิกรไทย ระบุว่า แม้วิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นและผ่านไปอยู่เสมอ แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อผ่านพ้นวิกฤตแล้ว ธุรกิจยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะอยู่ในเกมการแข่งขันของโลกยุคใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะในวันที่กติกาการค้าระหว่างประเทศกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง
จากสะพานข้ามข้อจำกัด สู่ 4 สะพานแห่งความสำเร็จ
ภายใต้แนวคิด “A Bridge to Empower Action” ขัตติยา เปรียบเทียบการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเหมือนการสร้างสะพานเพื่อข้ามข้อจำกัดและความท้าทาย
เธอยกตัวอย่างสะพาน Millau Viaduct ของฝรั่งเศส และสะพานฮ่องกง-จูไห่-มาเก๊า ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างที่เกิดขึ้นจากการเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติด้วยวิศวกรรมและนวัตกรรม
เช่นเดียวกับธุรกิจไทยที่ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ และจำเป็นต้องสร้าง “สะพาน” เพื่อก้าวไปสู่อนาคต

- สะพานที่ 1 เปลี่ยน Mindset จากอยู่รอดระยะสั้น สู่การเติบโตระยะยาว
ผู้ประกอบการจำนวนมากยังมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและมองการลงทุนด้าน ESG เป็นต้นทุนเพิ่มเติม แต่ ขัตติยา มองว่า ธุรกิจจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการเอาตัวรอดในระยะสั้น ไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ในระยะยาว
การลงทุนเพื่อความยั่งยืนอาจต้องใช้เวลา ต้องอดทน และต้องรอผลลัพธ์ แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในอนาคต
- สะพานที่ 2 เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจทั่วโลกเผชิญข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านคาร์บอน มาตรฐานการผลิต หรือข้อกำหนดด้าน Supply Chain แม้หลายองค์กรมองว่ากฎระเบียบเหล่านี้เป็นภาระ แต่ CEO กสิกรไทย มองต่างออกไป
ธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ก่อน จะกลายเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขัน และสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ รวมถึงแหล่งเงินทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น

- สะพานที่ 3 ทั้ง Supply Chain ต้องไปด้วยกัน โดยเฉพาะ SME
หนึ่งในความเข้าใจผิดสำคัญคือ หลายคนมองว่า ESG เป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero จะไม่สำเร็จหากห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดไม่เดินไปพร้อมกัน
ขัตติยา ระบุว่า ปัจจุบันผู้ซื้อและนักลงทุนทั่วโลกไม่ได้ประเมินเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ แต่ตรวจสอบย้อนกลับไปถึงวัตถุดิบ แหล่งที่มา การใช้พลังงาน และมาตรฐานแรงงานของผู้ผลิตใน Supply Chain ด้วย
“ถ้า Supply Chain ไม่ประสบความสำเร็จ บริษัทขนาดใหญ่ก็จะไม่รอดเหมือนกัน”
ด้วยเหตุนี้ SME จึงกลายเป็นกลไกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่ Net Zero
- สะพานที่ 4 เปลี่ยนจาก Commitment สู่การลงมือทำจริง
อีกหนึ่งความท้าทายของภาคธุรกิจ คือ หลายองค์กรมีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมาย และมีแผน Net Zero ที่ชัดเจน แต่ยังขาดการลงมือทำ ขัตติยา ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป ธุรกิจสามารถเริ่มต้นจากการลดความสูญเปล่า (Waste) ภายในองค์กรได้ทันที เช่น ลดสินค้าที่ผลิตแล้วไม่ได้มาตรฐาน ลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลดการผลิตเกินความต้องการ ลดการเก็บสต๊อกที่ไม่จำเป็น
แนวทางดังกล่าวช่วยลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้พร้อมกัน
“อยู่กับความจริง ทำงานกับสิ่งที่มี และเริ่มลงมือทำ”
กสิกรไทยประกาศเป้าหมาย Net Zero ปี 2050
ขัตติยา ระบุว่า ธนาคารกสิกรไทยยังคงเดินหน้าตามเป้าหมาย Net Zero ในพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดภายในปี 2050 ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ
แม้ในช่วงแรกการลดการปล่อยคาร์บอนอาจยังเกิดขึ้นไม่มาก เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและความพร้อมของภาคธุรกิจ แต่ปัจจุบันเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น เมื่อเทคโนโลยีและเครื่องมือสนับสนุนเริ่มมีความพร้อมมากขึ้น

EARTH JUMP 2026 เวทีผลักดันธุรกิจไทยจากวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำ
แนวคิดทั้ง 4 สะพานถูกถ่ายทอดผ่านงาน EARTH JUMP 2026 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยธนาคารกสิกรไทย ภายใต้ธีม “A Bridge to Empowered Actions” งานปีนี้ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและนักธุรกิจกว่า 2,000 คน มีวิทยากรกว่า 60 คน ร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ตลอด 2 วัน บน 2 เวทีหลัก
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ ความร่วมมือกับ World Bank Group ในการจัดงาน “8th Global Policy Forum on Natural Capital 2026” ซึ่งรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน และผู้นำด้านความยั่งยืนจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการนำ “ทุนทางธรรมชาติ” หรือ Natural Capital มาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ภายในงานมีการนำเสนอ K-Climate Solutions เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจเริ่มต้นเส้นทาง ESG ได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย ESG Readiness Check, KCLIMATE 1.5, K ESG Advisory และการเปิดตัว “สินเชื่อ SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้” (Sustainability-Linked Loan for SME) ที่มอบส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน
สำหรับกสิกรไทย บทบาทสำคัญในวันนี้ไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการทางการเงิน แต่คือ “สะพาน” ที่เชื่อมผู้ประกอบการไทยไปสู่เงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ทางธุรกิจ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เกิดขึ้นได้จริงทั้งระบบเศรษฐกิจไทย

