ซีพีแรม ชี้แจงไขข้อสงสัย กรณีจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ ยืนยันกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมยังปลูก บริโภค และซื้อขายได้ตามปกติสิทธิพันธุ์พืชใหม่มีขอบเขตเฉพาะ ประเด็นสำคัญคือ “การคุ้มครองงานวิจัย” เอาพันธุ์-เมล็ดพันธุ์ ขายไม่ได้ การจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ จากการวิจัยทำขึ้นเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตอาหารไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อขายเมล็ดพันธุ์
จดทะเบียนพันธุ์ใหม่ ไม่ได้หมายถึงเป็นเจ้าของกะเพราทั้งหมด
กระแสถกเถียงเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราทำให้ประชาชนบางส่วนกังวลว่า ในอนาคตการปลูกกะเพราเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายจะมีข้อจำกัดหรือไม่ รวมถึงเกษตรกรอาจต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชนหรือเปล่า ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัดคือ การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ไม่ได้หมายความว่าผู้ได้รับสิทธิจะเป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทย
วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ชี้แจงว่า กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ที่บริษัทพัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อดำเนินธุรกิจจำหน่ายเมล็ดพันธุ์กะเพราในตลาดทั่วไป

เกษตรกร ประชาชน ผู้ค้า และร้านอาหารยังสามารถปลูก ซื้อขาย และนำกะเพราพันธุ์ทั่วไปที่มีอยู่เดิมมาประกอบอาหารได้ตามปกติ ขณะที่การใช้ส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองเพื่อการค้า ต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้ทำให้กะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราพันธุ์อื่น ๆ กลายเป็นพันธุ์ของซีพีแรม ผู้ที่ปลูกกะเพราทั่วไปเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ผู้ค้าที่ขายกะเพราสด ตลอดจนร้านอาหารและแม่ค้าที่ซื้อกะเพราไปปรุงอาหาร ยังดำเนินกิจกรรมเหล่านี้ได้ตามปกติ
การปลูกและซื้อขายกะเพราพันธุ์ทั่วไป ควรแยกให้ชัดจากการนำส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปผลิตหรือจำหน่ายเชิงการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นของกฎหมาย การจดทะเบียนพันธุ์ใหม่จึงไม่ได้หมายถึงการมีสิทธิเหนือใบกะเพราทุกใบหรือเมนูผัดกะเพราที่ประชาชนประกอบอาหารและจำหน่ายกันอยู่
เปิดชื่อกะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่ พัฒนาสำหรับห่วงโซ่การผลิตอาหาร
กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่บริษัทระบุว่าได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองในปี 2567 ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 โดยเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์ได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารพร้อมรับประทาน และอยู่ในระบบการผลิตของบริษัทกับเครือข่ายเกษตรกรที่ร่วมเพาะปลูก ไม่ใช่การนำกะเพราพันธุ์ทั่วไปที่ประชาชนปลูกและบริโภคอยู่เดิมมาอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท
วิเศษระบุว่า บริษัทไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราสายพันธุ์ดังกล่าวในตลาดทั่วไป โดยการเพาะปลูกดำเนินการผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่าย “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพันธุ์พืชและวิธีเพาะปลูก ก่อนส่งผลผลิตกลับเข้าสู่โรงงาน

การจัดหาแหล่งปลูกใกล้โรงงานยังช่วยให้บริษัทรับกะเพราสดเข้าสู่กระบวนการผลิตได้รวดเร็วขึ้น ตามรูปแบบห่วงโซ่อุปทานที่บริษัทดำเนินการ
“ที่เรียกว่าคู่ชีวิตก็คือ เราอยู่ได้ด้วยเขา เขาอยู่ได้ด้วยเรา เราก็ไปด้วยกัน” วิเศษกล่าว
กะเพราไทยมีความหลากหลาย งานวิจัยต้องตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและเกษตรกร
วิเศษให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายชนิด ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่น โดยการรวบรวมข้อมูลที่บริษัทอ้างถึงพบว่ามีกะเพรามากกว่า 300 สายพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ใหม่จึงเป็นการเพิ่มทางเลือก ไม่ได้หมายความว่าพันธุ์ดั้งเดิมจะหายไปหรือเกษตรกรต้องเปลี่ยนมาใช้พันธุ์ของบริษัท
บริษัทเริ่มพัฒนาองค์ความรู้ด้านกะเพรามานานกว่า 10 ปี จากประสบการณ์ผลิตข้าวกะเพรา ซึ่งพบว่ากะเพราแต่ละพันธุ์มีกลิ่น รสชาติ และลักษณะใบแตกต่างกัน งานวิจัยจึงมุ่งหาพันธุ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตวัตถุดิบ
ในมุมของผู้บริโภค บริษัทให้ความสำคัญกับกลิ่นและรสกะเพราที่ชัดเจน ตลอดจนขนาดใบที่เหมาะกับการปรุงอาหาร เนื่องจากใบขนาดเล็กอาจหดและม้วนตัวหลังผ่านความร้อน ทำให้มองเห็นใบกะเพราในอาหารได้น้อยลง
ส่วนในมุมของเกษตรกร ขนาดใบและน้ำหนักผลผลิตเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตต่อแปลงและโอกาสสร้างรายได้ การพัฒนาพันธุ์จึงต้องดำเนินควบคู่กับการศึกษาวิธีปลูกและการจัดการแปลง ไม่ใช่พิจารณาจากลักษณะพันธุ์เพียงอย่างเดียว

เครือข่ายเกษตรกรร่วมพัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยว
วิเศษ กล่าวว่า เกษตรกรไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้จากบริษัท แต่ยังเป็นผู้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเพาะปลูก เพราะแต่ละพื้นที่มีสภาพแวดล้อมและบทเรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตได้
“หลาย ๆ ครั้งที่เราไปในแปลงปลูก อาจารย์ของเราคือเกษตรกรด้วยกัน” วิเศษกล่าว
จากประสบการณ์ในระบบการปลูกของเครือข่าย สามารถตัดเก็บกะเพราได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง ขณะที่กะเพราพันธุ์เดิมบางกรณีอาจเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8–9 ครั้ง อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับทั้งพันธุ์ สภาพแปลง และการจัดการเพาะปลูก จึงไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปใช้เป็นข้อสรุปว่ากะเพราทุกพันธุ์จะให้ผลผลิตในระดับเดียวกัน
สำหรับข้อกังวลเรื่องเกสรจากแปลงปลูกอาจไปผสมกับกะเพราในพื้นที่อื่น วิเศษ อธิบายว่า การฟุ้งกระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และกล่าวว่าการผสมกับกะเพราพันธุ์อื่นอาจทำให้เมล็ดที่ได้มีลักษณะแตกต่างไปจากพันธุ์เดิม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการผสมเกสรและผลทางกฎหมายควรพิจารณาจากลักษณะทางชีววิทยาและข้อกำหนดของกฎหมายที่ใช้บังคับ ไม่ควรสรุปเป็นการทั่วไปว่าการผสมเกสรทุกกรณีไม่มีผลต่อสิทธิในพันธุ์พืช

คุ้มครองผลงานวิจัย พร้อมรักษาพันธุ์พืชดั้งเดิม
วิเศษ มองว่า การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชต้องใช้เวลา บุคลากร งบประมาณ และความเชี่ยวชาญ การคุ้มครองผลงานจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้พัฒนามีแรงจูงใจลงทุนทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ของนักวิจัยไทย
การพัฒนาพันธุ์พืชเป็นแนวทางที่พบได้ในประเทศ ซึ่งให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีการเกษตร เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และจีน โดยงานวิจัยอาจช่วยพัฒนาพืชให้มีผลผลิตดีขึ้น ต้านทานโรค ทนต่อสภาพอากาศ หรือมีคุณภาพสม่ำเสมอมากขึ้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์ต้องพิจารณาตามลักษณะของงานวิจัยแต่ละโครงการ
สำหรับประเทศไทย วิเศษ เห็นว่าการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยจะช่วยต่อยอดศักยภาพของนักวิจัยและความหลากหลายทางพันธุกรรมไปสู่การใช้งานจริง นอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ซีพีแรมยังระบุว่ามีความร่วมมือด้านวิจัยกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยแต่ละโครงการมีโจทย์และขอบเขตแตกต่างกัน

ตรวจสอบขอบเขตสิทธิ ควบคู่การสนับสนุนงานวิจัยไทย
กรณีจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราสะท้อนโจทย์สำคัญของการพัฒนาเกษตรไทย คือการสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผลงานวิจัยกับการรักษาสิทธิและวิถีการใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชที่มีอยู่เดิม
สำหรับประชาชนและเกษตรกร สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือความแตกต่างระหว่างพันธุ์พืชที่ได้รับการคุ้มครองกับพันธุ์ทั่วไป รวมถึงเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขยายพันธุ์และการใช้ประโยชน์เชิงการค้า ส่วนการพิจารณาสถานะของกะเพราแต่ละสายพันธุ์ควรอ้างอิงทะเบียนและข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนงานวิจัยไทยควรเดินควบคู่กับการสร้างประโยชน์ที่ตรวจสอบได้ต่อผู้บริโภค เกษตรกร และชุมชน เพื่อให้การพัฒนาพันธุ์พืชไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างผลงานใหม่ แต่สามารถต่อยอดไปสู่คุณภาพอาหาร ประสิทธิภาพการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยได้จริง


