เศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มเติบโต 3.1% ในปี 2026 ท่มกลางแรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่กระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยหนุนการเติบโต พร้อมสร้างความเสี่ยงใหม่ต่อเงินเฟ้อ การจ้างงาน และความมั่นคงทางไซเบอร์
เศรษฐกิจโลกยังโต 3.1% แต่การเติบโตแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ระบุว่า IMF ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ไว้ที่ 3.1% เช่นเดียวกับประมาณการเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน แม้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมไม่ได้สะท้อนสถานการณ์ของทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามถูกปรับลดประมาณการเติบโตอย่างมาก ขณะที่ประเทศที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าของ AI เช่น สหรัฐฯ จีน และอินเดีย รวมถึงประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในเอเชีย ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการ
IMF มองว่าการเติบโตที่ยังทรงตัวเป็นผลจากแรงกดดันสองด้านที่หักล้างกัน โดยวิกฤตพลังงานฉุดเศรษฐกิจ ขณะที่กระแสการลงทุนและการขยายตัวของ AI ช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การประเมินเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องพิจารณาทั้งโอกาสจากเทคโนโลยีและความเสี่ยงที่แต่ละประเทศเผชิญ ไม่ใช่อาศัยตัวเลขการเติบโตโดยรวมเพียงอย่างเดียว
หนี้สาธารณะสูงเพิ่มข้อจำกัด ขณะที่พลังงานกดดันเงินเฟ้อ
อีกประเด็นที่ IMF ให้ความสำคัญคือภาระหนี้สาธารณะ โดย Georgieva ระบุว่าหลายประเทศมีหนี้สูงเกินไป โดยประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วเป็นกลุ่มที่มีส่วนสำคัญต่อปัญหานี้ ขณะที่ระดับหนี้ในตลาดเกิดใหม่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับประเทศรายได้น้อย แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มักต่ำกว่า แต่ยังต้องรับมือกับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ประกอบกับความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการที่ลดลง ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนา
ด้านพลังงาน Georgieva ระบุว่า ความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงกดดันเศรษฐกิจ ทั้งความไม่ปลอดภัยของการขนส่งทางเรือ ปัญหาการขาดแคลนโรงกลั่น และก๊าซธรรมชาติ ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและลดทอนการเติบโต
ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Super El Niño อาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารและส่งผลกระทบต่อกลุ่มรายได้น้อยเป็นพิเศษ ทั้งนี้ รายละเอียดและแนวโน้มของปัจจัยดังกล่าวจำเป็น ต้องพิจารณาควบคู่กับข้อมูลด้านภูมิอากาศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นปัจจุบัน
ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณเตือน ต้นทุนการกู้ยืมมีแนวโน้มกดดันประเทศหนี้สูง
Georgieva ระบุว่า ตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณเตือน หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่นปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ปี 2002, 2009 และ 1996 ตามลำดับ

อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นในตลาดหลัก ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการกู้ยืมของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ โดยประเทศที่มีหนี้สูงอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่า IMF สนับสนุนให้ธนาคารกลางให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา และกล่าวถึงแนวทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น พร้อมเตือนว่าการปล่อยให้เงินเฟ้อเร่งตัวอาจทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นยังเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ ทำให้ประเทศที่มีหนี้สูงต้องเผชิญโจทย์ยากขึ้นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
IMF ชี้ AI เป็นทั้งแรงขับเคลื่อนการเติบโตและความเสี่ยงใหม่
AI เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ IMF มองว่าช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยี แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วยังสร้างความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น
Georgieva ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพจาก AI กำลังเกิดขึ้นและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ยังต้องติดตามว่าจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดและรวดเร็วแค่ไหน
อีกด้านหนึ่ง ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับผลกระทบจาก AI ทั้งความเสี่ยงต่อการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ การสูญเสียฐานภาษี และความมั่นคงทางการเงิน การเตรียมความพร้อมจึงต้องสอดคล้องกับบทบาทของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้จัดหา หรือผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้ว IMF ยังเน้นความเสี่ยงด้านไซเบอร์ โดยระบุว่าระยะเวลาระหว่างการค้นพบช่องโหว่และการนำช่องโหว่นั้นไปใช้โจมตีลดลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่อาจใช้เวลาหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง และอาจลดลงเหลือเพียงไม่กี่นาทีในอนาคต
ความเสี่ยงดังกล่าวอาจกระทบระบบการเงินและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทำให้การยกระดับความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
IMF เรียกร้องวินัยการคลัง พร้อมสนับสนุนประเทศเปราะบาง
สำหรับประเทศที่มีหนี้สูง IMF เห็นว่าการรักษาเสถียรภาพจำเป็นต้องอาศัยการปรับฐานะการคลังและการขาดดุล โดยรัฐบาลควรจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ พร้อมออกแบบมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อการเติบโตในอนาคต และคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง
Georgieva ย้ำว่า การปรับลดรายจ่ายหรือการขาดดุลเป็นเรื่องยาก รัฐบาลจึงต้องสื่อสารเหตุผลอย่างชัดเจนและดำเนินควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ในระดับโลก IMF ยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกแก้ไขความไม่สมดุลระหว่างการออม การบริโภค การลงทุน และการค้า โดยยกตัวอย่างว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องเพิ่มการออม จีนจำเป็นต้องเพิ่มการบริโภค และยุโรปจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุน
ด้านการช่วยเหลือทางการเงิน Georgieva ระบุว่า IMF มีสินเชื่อคงค้างรวมกับพันธะผูกพันที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย 240,000 ล้านดอลลาร์ และมีวงเงินกู้ยืมที่ยังไม่ได้ใช้งานในระดับสามเท่าของจำนวนดังกล่าว ขณะที่การให้กู้ยืมแบบผ่อนปรนอยู่ที่ 36,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตประมาณสี่เท่า ตามข้อมูลในสุนทรพจน์

เธอยังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสนับสนุนกองทุนเพื่อการลดความยากจนและการเติบโต (PRGT) ซึ่งเป็นกลไกการให้กู้ยืมแบบผ่อนปรนหลักของ IMF โดยระบุว่า ณ เวลาที่กล่าวสุนทรพจน์ มี 39 ประเทศให้หลักประกันรวมประมาณ 48% และแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอาจช่วยเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็น 74% เป้าหมายที่ IMF ต้องการคือ 90%
จับตานโยบายการคลัง ทิศทาง AI และเงินทุนช่วยเหลือประเทศรายได้น้อย
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากสุนทรพจน์ครั้งนี้มีอย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ การดำเนินนโยบายการคลังของประเทศที่มีหนี้สูง ทิศทางเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมภายใต้แรงกดดันด้านพลังงาน และความสามารถของประเทศต่าง ๆ ในการนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพโดยไม่สร้างความเสี่ยงต่อการจ้างงานและระบบการเงินมากเกินไป
ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าในการระดมเงินทุน PRGT จะเป็นอีกประเด็นสำคัญสำหรับประเทศรายได้น้อยที่ต้องการแหล่งเงินทุนแบบผ่อนปรน
สาระสำคัญจาก IMF คือ แม้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ แต่การรักษาเสถียรภาพในระยะยาวต้องอาศัยทั้งวินัยทางการคลัง การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการเติบโตกระจายไปถึงประชาชนได้กว้างขวางขึ้น
Georgieva กล่าวสรุปตอนท้ายด้วยการอัญเชิญพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ซึ่งพระราชดำรัสของพระองค์เตือนใจเราว่า ผลประโยชน์และผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยลำพัง หากแต่ต้องค่อยๆ เพาะปลูก สะสม และเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้นตามกาลเวลานี่คือแก่นแท้ของงาน ประชุมประจำปี World Bank Group และ IMF ปี 2026 ที่กรุงเทพฯ คือการแสวงหาการปรับปรุงชีวิตของผู้คนอย่างไม่หยุดยั้ง มันต้องใช้เวลา ต้องใช้ความพากเพียร และจะทำได้ดีที่สุดเมื่อเราทุกคนร่วมมือกัน สมาชิกทั้ง 191 ประเทศ รวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป้าหมายเดียวกัน




