ธนาคารโลก ปรับยุทธศาสตร์การพัฒนา ให้น้ำหนักการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา ผ่านการระดมทุนภาคเอกชน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปกฎระเบียบ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ประชากรวัยหนุ่มสาว 1.2 พันล้านคน จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 10–15 ปีข้างหน้า ขณะที่คาดว่าจะมีงานรองรับเพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง
การสร้างงานกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจโลก เมื่อประเทศกำลังพัฒนาต้องเตรียมรองรับคนหนุ่มสาว 1.2 พันล้านคนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 10–15 ปีข้างหน้า แต่คาดว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดช่องว่างราว 800 ล้านตำแหน่ง ตามข้อมูลในสุนทรพจน์ของ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ในการประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลกประจำปี 2026 ที่กรุงเทพฯ
Banga เสนอให้การสร้างงานเป็นแกนกลางของการพัฒนา โดยผสานเงินทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน เทคโนโลยี และการปฏิรูปเชิงนโยบายเข้าด้วยกัน พร้อมเผยว่า เงินทุนที่ระดมจากภาคเอกชนเพิ่มจาก 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2022 เป็น 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบางยังเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุน

ช่องว่างแรงงาน 800 ล้านตำแหน่ง กดดันโจทย์พัฒนาเศรษฐกิจ
ความท้าทายของประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้อยู่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนการเติบโตให้เป็นงานและรายได้สำหรับประชากรที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมาก
ในอีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาวประมาณ 1.2 พันล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา โดยคาดว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 400 ล้านตำแหน่ง ทำให้เกิดช่องว่างประมาณ 800 ล้านตำแหน่ง
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับทั้งนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพราะการสร้างงานในวงกว้างต้องอาศัยมากกว่าการเพิ่มงบประมาณภาครัฐ แต่ต้องทำให้ธุรกิจสามารถลงทุน ขยายกิจการ และจ้างงานได้จริงด้วย
Banga ยังกล่าวถึงแรงกดดันจากความขัดแย้ง ภาระหนี้ที่สูงขึ้น พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

ธนาคารโลกปรับบทบาท เน้นสร้างความสามารถให้ประเทศพึ่งพาตัวเอง
แนวทางของธนาคารโลกไม่ได้จำกัดอยู่ที่การให้เงินกู้หรือเงินทุนผ่อนปรน แต่ต้องการช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สร้างฐานเศรษฐกิจที่สามารถดึงดูดเงินทุนและดำเนินการพัฒนาได้ด้วยตนเองมากขึ้น
Banga ระบุว่า มี 35 ประเทศที่ยกระดับจากสมาคมพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA) ไปสู่ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (IBRD) และมี 23 ประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริจาคให้แก่ IDA
ในด้านการปฏิรูปองค์กร ธนาคารโลกระบุว่าลดระยะเวลาเตรียมโครงการจาก 19 เดือนเหลือ 9 เดือน ปรับตัวชี้วัดผลการดำเนินงานจาก 153 ตัวเหลือ 22 ตัว และเพิ่มสัดส่วนเงินทุนแบบเน้นผลลัพธ์ (Pay for Results) จากหนึ่งในสามเป็นครึ่งหนึ่งของเงินทุนทั้งหมด
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างงบการเงินช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการปล่อยกู้ของ IBRD ได้มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตามข้อมูลในคำกล่าว
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามใช้เงินทุนที่มีอยู่ให้เกิดผลลัพธ์มากขึ้น พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนเพื่อการพัฒนา โดยยังคงใช้เงินทุนภาครัฐและเงินทุนผ่อนปรนในพื้นที่ที่จำเป็น

3 เสาหลักสร้างงาน: โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการขยายการลงทุน
ยุทธศาสตร์สร้างงานของธนาคารโลกตามที่ Banga นำเสนอประกอบด้วย 3 เสาหลัก ซึ่งครอบคลุมทั้งเงื่อนไขพื้นฐานของเศรษฐกิจและอุปสรรคที่ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ยาก
1. โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและมนุษย์
ครอบคลุมไฟฟ้า น้ำ การขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สุขภาพ การศึกษา และทักษะ โดยมีการจัดสรรเงินทุน 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบหนึ่งในสามของเงินทุนในปีที่ผ่านมา ตามสุนทรพจน์
2. ความแน่นอนด้านกฎระเบียบและนโยบาย
สนับสนุนสถาบันที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาล กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน การอนุญาตที่ง่ายขึ้น และกฎหมายที่ดินที่คาดการณ์ได้ โดยเงินทุนภาครัฐ 30% สนับสนุนการปฏิรูปตามข้อมูลในคำกล่าว
3. การขยายผลการลงทุน
ใช้ Private Sector Investment Lab เพื่อแก้ข้อจำกัดด้านอัตราแลกเปลี่ยน การเข้าถึงเงินทุน เครื่องมือค้ำประกัน หุ้น และเงินทุนสกุลท้องถิ่น เพื่อช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้
ทั้งสามเสาหลักสะท้อนว่า การสร้างงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีระบบไฟฟ้าและขนส่งที่พร้อม กำลังคนที่มีทักษะ กฎระเบียบที่คาดการณ์ได้ และกลไกทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจรับมือกับความเสี่ยงได้

เงินทุนภาคเอกชนพุ่ง 112,000 ล้านดอลลาร์ แต่ประเทศเปราะบางยังเป็นโจทย์
หนึ่งในตัวเลขสำคัญคือ การระดมทุนจากภาคเอกชนที่เพิ่มจาก 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2022 เป็น 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดรวมการให้เงินทุนอยู่ที่มากกว่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลที่บังกานำเสนอ
การระดมทุนเติบโตเกือบสามเท่าในประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ และสี่เท่าในประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ส่วนทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า
อย่างไรก็ตาม Banga ระบุว่าการระดมทุนในประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบางยังคงทรงตัว ธนาคารโลกจึงเปิดตัวยุทธศาสตร์สำหรับวิสาหกิจขนาดจิ๋ว ขนาดเล็ก และขนาดกลาง หรือ MSME เพื่อขยายโอกาสเข้าถึงเงินทุนในเศรษฐกิจฐานราก
เงินทุนจากนักลงทุนใน 110 ประเทศถูกนำมาระดมเพื่อสนับสนุนการพัฒนา โดยเกือบ 55% มุ่งไปยัง 5 สาขาหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน เกษตรแปรรูป สุขภาพ การท่องเที่ยว และการผลิตมูลค่าเพิ่ม
อีกประเด็นคือเงินทุนร่วมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีมูลค่า 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นเงินทุนจากภาคเอกชน 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจากงบการเงินของธนาคารโลกอีก 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงขนาดการระดมทุนที่ธนาคารโลกนำเสนอ แต่การประเมินผลต่อการจ้างงานและคุณภาพชีวิตยังต้องพิจารณาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละประเทศด้วย
ไฟฟ้า น้ำสะอาด เกษตรกรรม และสุขภาพ: เป้าหมายสำคัญถึงปี 2030
นอกเหนือจากการระดมทุน ธนาคารโลกยังนำเสนอโครงการระดับโลกที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและบริการพื้นฐานเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ
Mission 300: ไฟฟ้าสำหรับประชาชน 300 ล้านคนในแอฟริกา
ตั้งเป้าภายในปี 2030 โดยดำเนินงานร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และพันธมิตร ปัจจุบันเข้าถึงประชาชนเกือบ 60 ล้านคนแล้ว และในปีล่าสุดมีประชาชนได้รับการเชื่อมต่อไฟฟ้า 29 ล้านคน ตามสุนทรพจน์
ความมั่นคงทางน้ำ: ประชาชน 1 พันล้านคน
ตั้งเป้าปรับปรุงการเข้าถึงน้ำสะอาดภายในปี 2030 โดยธนาคารโลกสนับสนุน 400 ล้านคน ข้อตกลงระดับประเทศ 20 ประเทศครอบคลุมประชาชนแล้ว 150 ล้านคน
เกษตรกรรม: เกษตรกรรายย่อย 300 ล้านคน
เป้าหมายคือช่วยให้เกษตรกรเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพไปสู่การผลิตส่วนเกินภายในปี 2030 โดยธนาคารโลกรับผิดชอบ 200 ล้านคน และมีโครงการในปีแรกที่รองรับแล้ว 82 ล้านคน

สาธารณสุข: ประชาชน 1.5 พันล้านคน
ธนาคารโลกร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพในราคาที่ประชาชนจ่ายไหวภายในปี 2030 โดยมีผู้เข้าถึงบริการแล้ว 600 ล้านคน ตามคำกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนการปรับปรุงพลังงานนิวเคลียร์ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งบังการะบุว่าเป็นการดำเนินงานด้านนิวเคลียร์ครั้งแรกของธนาคารโลกในรอบ 50 ปี
ในด้านแร่ธาตุสำคัญ ธนาคารโลกตั้งเป้าขยายธุรกิจห้าเท่าภายในห้าปี และเปิดตัวข้อตกลงระดับประเทศร่วมกับ 20 ประเทศเพื่อสร้างอุตสาหกรรมในท้องถิ่น ส่วนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจมีโครงการใหม่ 52 โครงการ รวมถึงระเบียงเศรษฐกิจโลบิโต (Lobito Corridor)
โครงการเหล่านี้สะท้อนการเชื่อมโยงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ แต่ผลลัพธ์ระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการดำเนินงานและประโยชน์ที่ประชาชนในพื้นที่ได้รับจริง
AI ที่ใช้งานได้จริง กับโอกาสของธุรกิจขนาดเล็ก
Banga แยกความแตกต่างระหว่าง AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ขีดความสามารถสูง กับ AI ที่นำไปใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้จริง โดยเสนอว่าเทคโนโลยีประเภทหลังสามารถช่วยเกษตรกร ครู บุคลากรสุขภาพ และผู้ประกอบการได้
ตัวอย่างหนึ่งที่กล่าวถึงคือร้านค้าในกรุงเทพฯ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีไทยนำมาแสดงให้เห็นการใช้ AI ช่วยจัดการสินเชื่อและสินค้าคงคลัง
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อ MSME เพราะการนำเทคโนโลยีไปใช้กับการดำเนินงานจริงอาจช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารโลกยังร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) เพื่อพัฒนากลไกระดมทุนร่วม โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลมีจำนวนโครงการเพิ่มขึ้นสามเท่าในสองปี เป็นประมาณ 250 โครงการ ซึ่งต้องการเงินทุนมากกว่า 138,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ธนาคารโลกยังร่วมมือกับ MDBs อีก 6 แห่งเพื่อพัฒนาสินทรัพย์เพื่อการพัฒนาในตลาดเกิดใหม่ หวังเปิดทางให้เงินทุนระยะยาวจากกองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
โจทย์ต่อไปคือเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นงานที่เกิดขึ้นจริง
Banga วางการสร้างงานเป็นหัวใจของการพัฒนา และเน้นว่าความสำเร็จไม่ควรวัดจากปริมาณเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าการลงทุนช่วยให้เศรษฐกิจสร้างงานได้มากขึ้นเพียงใด
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ ได้แก่ การเปลี่ยนเงินทุนที่ระดมได้ให้เป็นโครงการที่ดำเนินการจริง การสร้างโอกาสให้ MSME เข้าถึงแหล่งเงินทุน การขยายการลงทุนไปยังประเทศรายได้ต่ำและประเทศเปราะบาง และผลลัพธ์ของโครงการด้านไฟฟ้า น้ำสะอาด เกษตรกรรม และสุขภาพตามเป้าหมายปี 2030
ในตอนท้าย Banga ย้ำถึงเจตนารมณ์ของการก่อตั้งสถาบันที่เบรตตันวูดส์ในปี 1944 และชี้ว่าช่องว่างงาน 800 ล้านตำแหน่งไม่ใช่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพราะงานเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการดึงดูดเงินลงทุน แต่คือการทำให้เงินทุนเหล่านั้นสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่เข้าถึงได้จริง และทำให้คนรุ่นใหม่มีงานรองรับในอนาคต




