จากฐานกาแฟออร์แกนิกที่เชื่อมโยงป่า เกษตรกร และชุมชน “มีวนา”ต่อยอด Organic Coffee สู่ Coffee Cherry ผ่านงานวิจัยและกระบวนการ Novel Food เปลี่ยนส่วนของผลกาแฟที่ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มศักยภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทใน 12 เดือนแรก พร้อมเผย BEDO ประเมินมูลค่าสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ต้นน้ำเกือบ 6,000 ไร่ไว้ราว 550 ล้านบาทต่อปี
การขยายธุรกิจของ มีวนา (MiVana) เริ่มจากการนำทรัพยากรและระบบต้นน้ำที่มีอยู่แล้วจากธุรกิจกาแฟออร์แกนิกมาต่อยอด โดยเฉพาะ Organic Coffee Cherry หรือผลเชอร์รีกาแฟ ซึ่งบริษัทมองว่ายังมีศักยภาพในการสร้างผลิตภัณฑ์ได้อีกหลายรูปแบบ นอกเหนือจากการใช้เมล็ดกาแฟเป็นสินค้าหลัก
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อธุรกิจกาแฟออร์แกนิกมีทั้งระบบการทำงานกับเกษตรกร พื้นที่ปลูกภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ การสนับสนุนด้านมาตรฐานออร์แกนิก การดูแลชุมชน และระบบวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ฐานดังกล่าวสามารถถูกนำมาใช้สร้างธุรกิจจาก “ส่วนอื่นของผลกาแฟ” ได้มากน้อยเพียงใด

จาก Organic Coffee สู่ระบบต้นน้ำที่มีมูลค่าทางสิ่งแวดล้อม
วิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ไม่ได้วัดจากผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว แต่อยู่ที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันด้วย ความยั่งยืนเป็นแนวคิดที่อยู่ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเลือกใช้ทรัพยากร การทำงานร่วมกับชุมชน คนในห่วงโซ่ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้ ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ ล่าสุด มีวนาดำเนินธุรกิจกาแฟออร์แกนิกโดยทำงานร่วมกับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวทางที่บริษัทระบุว่าให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ ดูแล และฟื้นฟูผืนป่า รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่
ในระดับเกษตรกร บริษัทมีทั้ง Organic Premium ซึ่งมีการสนับสนุนเพิ่มเติมจากราคารับซื้อกาแฟสำหรับผู้ผลิตที่ผ่านมาตรฐานออร์แกนิก และ Shade-Grown Premium ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนที่เชื่อมโยงกับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ปลูกและการมีไม้ยืนต้นในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีกองทุนพัฒนาชุมชนสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนใน 7 หมู่บ้าน โดยคำนวณจากผลผลิตที่รับซื้อในแต่ละปีและนำไปใช้เป็นเงินกองกลางเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคตามความจำเป็นของพื้นที่
จุดนี้ทำให้ Organic Coffee ของมีวนาไม่ได้มีเพียงมิติของ “สินค้าเกษตรอินทรีย์” แต่มีระบบการทำงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ เกษตรกร ชุมชน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ

ศุภวัฒน์ คามีเยาน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา จำกัด ระบุว่า สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ได้ประเมินมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมของพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ หรือเกือบ 6,000 ไร่ที่มีวนาดำเนินงานอยู่ไว้ประมาณ 550 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นมูลค่าทางสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่รายได้ของเกษตรกร แต่เป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับคุณค่าของระบบนิเวศป่า ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และการป้องกันไฟป่า
ในเชิงบริบท BEDO มีภารกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ รวมถึงสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาของชุมชนท้องถิ่น
Coffee Cherry จากผลพลอยได้ สู่โจทย์สร้างธุรกิจใหม่
เมื่อมีระบบ Organic Coffee อยู่แล้ว มีวนาจึงเริ่มตั้งคำถามต่อว่า จะใช้ทรัพยากรจากต้นกาแฟให้เกิดประโยชน์ได้มากขึ้นอย่างไร หนึ่งในคำตอบคือ Coffee Cherry หรือผลกาแฟที่ประกอบด้วยเมล็ด เปลือก และเนื้อเยื่อห่อหุ้มเมล็ด
ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า โดยทั่วไปเมล็ดกาแฟเขียวที่นำไปคั่วและบริโภคคิดเป็นประมาณ 20% ของน้ำหนักผลกาแฟ ขณะที่ส่วนที่เหลือประมาณ 80% เป็นเปลือกและเนื้อ ซึ่งในอดีตอาจถูกทิ้ง นำไปหมัก หรือทำปุ๋ย การนำส่วนดังกล่าวกลับมาใช้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ประเด็นนี้ทำให้การต่อยอดของมีวนามีลักษณะมากกว่าการ “ออกสินค้าใหม่” เพราะวัตถุดิบไม่ได้มาจากซัพพลายเชนใหม่ทั้งหมด แต่เป็นวัตถุดิบที่เกิดขึ้นจากระบบการผลิตกาแฟเดิม ในมุมธุรกิจ นั่นหมายถึงการพยายามเพิ่มมูลค่าจากฐานวัตถุดิบเดิม ขณะที่ในมิติทรัพยากร เป็นการพยายามใช้ประโยชน์จากผลกาแฟให้มากขึ้นทั้งผล ไม่จำกัดอยู่เพียงเมล็ดกาแฟ

งานวิจัยเปิดทาง แต่ Novel Food คือด่านสำคัญ
การนำ Coffee Cherry มาพัฒนาเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์สำหรับบริโภคไม่ได้จบเพียงการคิดสูตร เพราะบริษัทระบุว่าต้องผ่านกระบวนการด้าน Novel Food และการอนุญาตจาก อย. มีวนาทำงานวิจัยร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มหาวิทยาลัยมหิดล และมีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรใน 77 หมู่บ้านในจังหวัดเชียงราย โดยกระบวนการวิจัยและการทดสอบใช้เวลาหลายปี
ในส่วนของกรอบกฎหมาย อย. ไทยกำหนดเรื่องอาหารใหม่ หรือ Novel Food ไว้ภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 376 พ.ศ. 2559 และมีขั้นตอนเกี่ยวกับการประเมินความปลอดภัยของอาหารใหม่ก่อนการอนุญาต ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อแผนธุรกิจของมีวนา เพราะ Coffee Cherry ทุกผลิตภัณฑ์สามารถนำออกสู่ตลาดได้ทันที
ศุภวัฒน์ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Shot เป็นรูปแบบที่ผ่านกระบวนการแล้ว ขณะที่ Coffee Cherry ในรูปแบบหรือส่วนประกอบอื่นยังต้องดำเนินกระบวนการ Novel Food และขอ อย. ตามแต่ละรูปแบบ โดยทุก Format ต้องยื่นกระบวนการใหม่ตามที่เกี่ยวข้อง นั่นหมายความว่า การมีวัตถุดิบเดียวกันไม่ได้แปลว่าสามารถแตกออกเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แต่ต้องเดินคู่กันทั้งด้าน Research, Product Development และ Regulatory Approval

เป้าหมาย 100 ล้าน ไม่ได้มาจาก Shot เพียงตัวเดียว
มีวนาตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาทภายใน 12 เดือนแรก จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจาก Coffee Cherry โดยตัวเลขดังกล่าวเป็น เป้าหมายทางธุรกิจของบริษัท ไม่ใช่ขนาดตลาดหรือประมาณการรายได้ของตลาด Coffee Cherry ทั้งหมด ที่สำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าวไม่ได้มีเพียง MiVana SHOT DRINK
ในฝั่ง B2B มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่วนผสมภายใต้แนวคิด Coffee Cherry Creation สำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งสามารถนำไปใช้กับเมนูอาหารและเครื่องดื่มได้ ขณะที่บริษัทระบุว่ามีการทดลองใช้งานในช่องทางร้านอาหารและคาเฟ่แล้ว
บริษัทยังประเมินเบื้องต้นว่าโครงสร้างยอดขายเป้าหมาย 100 ล้านบาทอาจมาจาก B2B ราว 60% และ B2C ราว 40% โดยผู้บริหารระบุว่าเป็นการประเมินเบื้องต้น เนื่องจากตลาดดังกล่าวยังใหม่และมีข้อมูลเปรียบเทียบโดยตรงไม่มากนัก

ใช้ช่องทางกาแฟเดิม เปิดตลาด Non-Coffee ก่อนขยาย B2B
กลยุทธ์แรกของมีวนาคือการใช้ฐานลูกค้ากาแฟที่มีอยู่แล้วเป็นช่องทางต่อยอด โดยบริษัทมองว่า Coffee Cherry สามารถทำหน้าที่เป็น Non-Coffee Menu ให้กับร้านกาแฟ ช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มเมนูจากวัตถุดิบเดิมที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับแหล่งต้นน้ำ
จากนั้นจึงขยายไปยังตลาด B2B ที่กว้างขึ้น เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สปา Wellness ยิม ฟิตเนส และร้านน้ำผลไม้ โดยบริษัทยอมรับว่าส่วนนี้ยังอยู่ระหว่างการหาพาร์ตเนอร์เพิ่มเติม
ด้านการจำหน่าย B2C บริษัทเริ่มจากช่องทาง E-commerce และระบุว่าอยู่ระหว่างขยายเข้าสู่ Modern Trade ขณะที่บริษัทมีพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายอย่าง DKSH และมีทีมขายเดิมที่สามารถนำไปต่อยอดกับฐานลูกค้ากาแฟได้ ส่วนตลาดต่างประเทศยังอยู่ในขั้นถัดไป แม้บริษัทระบุว่ามีความสนใจจากต่างประเทศและมี JAS Certificate รองรับอยู่แล้ว
จากผลิตภัณฑ์เดียว สู่แพลตฟอร์ม Coffee Cherry
สิ่งที่น่าจับตากว่าการเปิดตัว Shot อยู่ที่ความเป็นไปได้ในการสร้าง Product Portfolio จาก Coffee Cherry ศุภวัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่วนผสมสำหรับ B2B ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เครื่องดื่ม Shot เท่านั้น บริษัทมองเห็นการประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านค้าและธุรกิจบริการ
แต่การขยายดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เพราะแต่ละรูปแบบผลิตภัณฑ์อาจต้องเข้าสู่กระบวนการ Novel Food และการขออนุญาตที่เกี่ยวข้องใหม่
ดังนั้น จุดวัดความสำเร็จของกลยุทธ์นี้จึงไม่ได้อยู่เพียงว่ายอดขาย Shot ทำได้เท่าไร แต่รวมถึงความสามารถในการเปลี่ยน Coffee Cherry จากวัตถุดิบหนึ่งชนิดให้กลายเป็น กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีตลาดหลายรูปแบบ โดยยังรักษาคุณภาพและการควบคุมวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำ

ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่ตลาด แต่อยู่ที่ Supply Chain ต้นน้ำ
อีกประเด็นที่ผู้บริหารพูดถึงคือการขยาย Coffee Cherry ไม่สามารถเพิ่มยอดขายเพียงด้วยการเพิ่มคำสั่งซื้อ เพราะ Coffee Cherry มีข้อจำกัดด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวและระยะทางจากพื้นที่ผลิต Coffee Cherry จากทุกหมู่บ้านยังไม่สามารถส่งเข้าสู่ระบบได้ทั้งหมด หากไม่สามารถจัดการผลกาแฟในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวและแยกผลได้อย่างรวดเร็ว เพราะวัตถุดิบมีข้อจำกัดด้านคุณภาพและอายุการใช้งาน
ประเด็นนี้ทำให้การขยายธุรกิจ Coffee Cherry ต้องกลับไปเชื่อมกับโจทย์ต้นน้ำอีกครั้ง ตั้งแต่การจัดการผลผลิต การรวบรวมวัตถุดิบ การรักษาคุณภาพ ไปจนถึงการแปรรูป
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การขยายธุรกิจปลายน้ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อระบบต้นน้ำสามารถรองรับการขยายตัวได้ด้วย

ความยั่งยืนจึงไม่ได้อยู่ที่ “สินค้า” แต่อยู่ที่ระบบที่รองรับสินค้า
สำหรับมีวนา โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการขาย “กาแฟ” หรือ “ช็อตเครื่องดื่ม” ให้ได้มากขึ้น แต่คือการพิสูจน์ว่า ฐาน Organic Coffee ที่สร้างขึ้นจากป่า เกษตรกร ชุมชน และวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่จากทรัพยากรเดิมได้จริงเพียงใด


