ซีพีแรมกำลังยกระดับการบริหารห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้เครือข่ายพันธมิตรกว่า 5,200 รายเป็นกำลังหลักในการรับมือความผันผวนและวิกฤต พร้อมนำ AI, Robot และ Biotech เข้ามาเพิ่มความสามารถในการผลิตและตอบสนองตลาด
ความผันผวนจากวิกฤตทำให้ “ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน” กลายเป็นโจทย์ที่ธุรกิจอาหารต้องรับมือร่วมกัน ซีพีแรมจึงนำเครือข่ายพันธมิตรกว่า 5,200 ราย ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร ไปจนถึงงานบริการและขนส่ง มาร่วมถอดบทเรียนและวางแนวทางรับความท้าทาย พร้อมขยับ Supply Chain สู่ Value Chain โดยใช้ AI หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาเสริมขีดความสามารถการผลิต
จากบทเรียนวิกฤต สู่การออกแบบ Supply Chain ที่รับมือความผันผวน
บริษัท ซีพีแรม จำกัด จัดงาน “CPRAM Vendor Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “บทเรียนจากวิกฤตสงครามฯ ที่ผ่านมา สู่การรับมืออย่างแข็งแกร่ง” แก่นสำคัญของงานอยู่ที่การนำประสบการณ์จากช่วงวิกฤตมาถอดบทเรียนร่วมกับผู้ส่งมอบและคู่ค้า ซึ่งซีพีแรมมองว่าเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ขององค์กร เพื่อเตรียมความพร้อมรับความท้าทายในปีข้างหน้า
ซีพีแรม กว่า 38 ปี มีพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานกว่า 5,200 ราย ครอบคลุมผู้ผลิต ผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ผู้ส่งมอบบรรจุภัณฑ์ ผู้รับเหมางานก่อสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ ตลอดจนงานบริการและการขนส่ง
เครือข่ายดังกล่าวจึงไม่ได้อยู่เพียงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของการผลิต แต่ครอบคลุมกิจกรรมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นเหตุผลที่บริษัทให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่

“สื่อสารเร็ว-แลกเปลี่ยนข้อมูล” กลไกรับมือวิกฤต
ณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า บทเรียนจากช่วงวิกฤตสะท้อนว่า การรับมือไม่ได้จำกัดอยู่ที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องอาศัยการสื่อสารที่รวดเร็ว การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และการร่วมกันหาทางออก
“สิ่งสำคัญ นอกเหนือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือการสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และร่วมกันหาทางออก”
แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาเป็นหนึ่งในโจทย์ของงาน Vendor Conference 2026 ทั้งในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตร การสื่อสารนโยบายและทิศทางการเติบโตขององค์กร รวมถึงแนวทางการพัฒนาองค์กรภายใต้หลัก ESG และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ณัชโชติ ระบุถึงหลัก 3 ประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แก่ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร พร้อมย้ำบทบาทของคู่ค้าในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
ยกระดับ Supply Chain สู่ Value Chain ด้วยเทคโนโลยี
สำหรับการยกระดับ Supply Chain สู่ Value Chain ผ่านความร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป้าหมายตามข้อมูลของซีพีแรมคือการเพิ่มความรวดเร็วและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและตอบสนองตลาด
เทคโนโลยีที่บริษัทระบุว่าจะนำมาประยุกต์ใช้ประกอบด้วย AI, หุ่นยนต์ (Robot) และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) โดยมีโจทย์สำคัญคือการเพิ่มความสามารถในการผลิตและตอบสนองตลาดได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ลดทอนคุณภาพ
มุมนี้ทำให้การบริหารคู่ค้าไม่ได้ถูกวางไว้เพียงเรื่องการจัดซื้อหรือการส่งมอบ แต่เชื่อมโยงไปถึงความสามารถของทั้งห่วงโซ่ในการสร้างคุณค่าและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

“All for One, One for All” เมื่อความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง
ซีพีแรมวางแนวคิด “All for One, One for All” เป็นกรอบสำหรับการทำงานร่วมกับพันธมิตร โดยมองว่าความท้าทายในยุคไร้พรมแดนเชื่อมโยงถึงกัน และการเติบโตของธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยพลังจากหลายฝ่าย
“จะไม่มีใครที่สามารถเติบโตได้เพียงลำพังอีกต่อไป”
โจทย์ต่ไปของ ซีพีแรม นอกเหนือจากการทำให้ Supply Chain เดินต่อได้เมื่อเกิดวิกฤต คือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องให้สามารถเพิ่มมูลค่าและปรับตัวไปพร้อมกัน
ทิศทางที่ซีพีแรมประกาศผ่านงาน Vendor Conference 2026 คือการเดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 5,200 ราย พร้อมยกระดับ Supply Chain สู่ Value Chain และประยุกต์ใช้ AI, Robot และ Biotech เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตและตอบสนองตลาด
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ การนำแนวทางดังกล่าวไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ทั้งด้านประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน ความสามารถในการรับมือความผันผวน และมูลค่าที่เกิดขึ้นตลอด Value Chain ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนว่าบทเรียนจากวิกฤตสามารถเปลี่ยนเป็นความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจได้มากเพียงใด




