Nova Westgate วางแนวคิดการพัฒนาโครงการภายใต้กรอบ Sustainable Growth & Ecosystem Balance นำระบบสี Low VOC และเทคโนโลยีสะท้อนความร้อน เชื่อมสุขภาพ พลังงาน และการลดคาร์บอน
โครงการ “โนวา เวสต์เกต (Nova Westgate)” ของบริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) วางแนวคิดการพัฒนาโครงการภายใต้กรอบ Sustainable Growth & Ecosystem Balance โดยนำแนวคิด Wellness Living มาผสานกับ Green Living ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการส่งมอบบ้าน
โครงการเลือกใช้ “ระบบสี” เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางภายใต้กรอบ Sustainable Growth & Ecosystem Balance ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ โดยไม่ได้มองสีเป็นเพียงวัสดุสำหรับตกแต่งพื้นผิว แต่เชื่อมคุณสมบัติของระบบสีเข้ากับเป้าหมายด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม
ใช้ระบบสีช่วยสะท้อนความร้อน
Nova Westgate มีการเลือกใช้ระบบสีที่มีคุณสมบัติช่วยสะท้อนความร้อน เพื่อลดการสะสมความร้อนภายในบ้าน และลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้พลังงานของครัวเรือน
ประเด็นนี้มีความสำคัญในบริบทของประเทศไทยซึ่งมีสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน เพราะการทำความเย็นเป็นหนึ่งในภาระพลังงานสำคัญของอาคารและที่อยู่อาศัย ดังนั้น การออกแบบบ้านให้รับมือกับความร้อนตั้งแต่ต้นทางจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้

ขณะเดียวกัน ระบบสียังถูกนำมาเชื่อมกับประเด็น Indoor Air Quality โดยโครงการระบุถึงการใช้สีที่มีสารระเหยต่ำ หรือ Low VOCs รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าปราศจากสารปรอทและตะกั่ว เพื่อคำนึงถึงคุณภาพอากาศและสุขภาวะของผู้อยู่อาศัย
นั่นทำให้ “สี” กลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างสองมิติของ Green Living คือ บ้านที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ บ้านที่คำนึงถึงสุขภาวะของคนที่อาศัยอยู่ภายใน
จาก ESG ระดับองค์กร สู่สิ่งที่ลูกบ้านสัมผัสได้
คุณกัณห์ดนัย ภูวสวัสดิ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมอง ESG ในฐานะการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และพยายามนำแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการส่งมอบบ้าน
ภายใต้แนวคิด “Elevate Your Tomorrow” Nova Westgate จึงนำ Wellness Living มาผสานกับ Green Living ผ่านการออกแบบพื้นที่ นวัตกรรมประหยัดพลังงาน และการเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม
สิ่งที่น่าสนใจในมุมธุรกิจคือ แนวคิด ESG ถูกแปลงจากระดับนโยบายให้กลายเป็น คุณสมบัติของสินค้า ที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสได้จริง
เพราะสำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัย การสร้างความยั่งยืนไม่ได้จบอยู่ที่การลดผลกระทบระหว่างก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงคำถามว่า บ้านหนึ่งหลังจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยอย่างไรตลอดอายุการใช้งาน

ระบบสี 3 ชั้น กับโจทย์ทั้งภายนอกและภายในบ้าน
ด้านวัสดุ โครงการระบุว่าเลือกใช้ระบบสีของเบเยอร์ในหลายส่วน โดยประกอบด้วยสีรองพื้น Beger Primer Pro-200 สำหรับเตรียมพื้นผิว ก่อนใช้ Beger Super Hi-Shield ชนิดด้าน เป็นสีทับหน้าบริเวณผนังภายนอกและพื้นที่ภายในบางส่วน ขณะที่งานบัวเลือกใช้ BegerCool Flex Shield ให้เหมาะกับลักษณะพื้นผิวและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม
การเลือกใช้ระบบสีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดว่า ประสิทธิภาพของวัสดุไม่ได้พิจารณาเฉพาะรูปลักษณ์ แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานของพื้นที่แต่ละส่วนด้วย
ในมุมของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง คุณพงษ์เชิด จามีกรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ ระบุว่า บริษัทพัฒนานวัตกรรมสีภายใต้แนวคิด “Eco-Wellness Innovation” ซึ่งมุ่งให้ผลิตภัณฑ์มีบทบาทมากกว่าการสร้างความสวยงาม และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการอยู่อาศัย
ความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์กับผู้ผลิตวัสดุจึงสะท้อนอีกแนวโน้มหนึ่งของธุรกิจสีและวัสดุก่อสร้าง นั่นคือการแข่งขันไม่ได้อยู่เพียงที่ “ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพหรือสวยงามแค่ไหน” แต่เริ่มขยับไปสู่คำถามว่า ผลิตภัณฑ์สามารถสร้างคุณค่าด้านสุขภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมได้มากเพียงใด

คาร์บอน 8.99 ตัน: ตัวเลขที่ต้องมองให้ไกลกว่าคำว่า ‘ลดคาร์บอน’
ข้อมูลจากโครงการระบุว่า การนำระบบสีมาใช้กับบ้านภายใน Nova Westgate คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8,994.53 kgCO₂e หรือประมาณ 8.99 ตัน CO₂e และเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่ราว 543 ต้น
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ประเด็น Green Living สามารถถูกพูดถึงในรูปของผลลัพธ์ที่วัดได้ มากกว่าการใช้คำว่า “รักษ์โลก” ในเชิงนามธรรม
อย่างไรก็ตาม การประเมินผลด้านคาร์บอนควรพิจารณาควบคู่กับ วิธีการคำนวณ ขอบเขตของโครงการ สมมติฐาน และช่วงเวลาที่ใช้เป็นฐานเปรียบเทียบ เพื่อให้สามารถประเมินได้ว่าการลดการปล่อยดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัจจัยใด และสามารถนำไปเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นได้มากน้อยเพียงใด
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เพราะในระยะยาว การพูดถึง Carbon Footprint ของบ้านจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่กระบวนการก่อสร้างเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึง พลังงานที่ใช้ระหว่างการอยู่อาศัย วัสดุที่เลือกใช้ และประสิทธิภาพของอาคารตลอดอายุการใช้งาน
Green Living อาจกลายเป็นโจทย์การแข่งขันใหม่ของอสังหาฯ
กรณี Nova Westgate จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือการนำแนวคิด ESG ลงไปสู่ระดับ Product Design

จากเดิมที่ความยั่งยืนอาจถูกสื่อสารผ่านกิจกรรม CSR การจัดการสำนักงาน หรือเป้าหมายลดคาร์บอนขององค์กร ปัจจุบันโจทย์เริ่มขยับเข้าไปอยู่ในตัวสินค้า เช่น วัสดุก่อสร้าง ระบบพลังงาน การจัดการน้ำ คุณภาพอากาศ การออกแบบพื้นที่ และประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
สำหรับผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้อาจหมายถึงบ้านที่ไม่ได้ถูกประเมินเพียงจากทำเล พื้นที่ใช้สอย หรือราคา แต่รวมถึง ต้นทุนการอยู่อาศัย คุณภาพอากาศ ความสบายในการใช้ชีวิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับผู้ประกอบการ นั่นหมายความว่า Green Living ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Value Proposition ของอสังหาริมทรัพย์ และเป็นโจทย์ที่ต้องพิจารณาตั้งแต่การออกแบบสินค้าและการเลือก Supply Chain
ท้ายที่สุด การพัฒนา “บ้านที่ดีต่อโลก” อาจไม่ได้วัดจากการใช้วัสดุสีเขียวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ของบ้านสามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริงเพียงใด
Nova Westgate จึงเป็นหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนว่า การขับเคลื่อน ESG ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเดินทางจากระดับ Corporate Policy → Building Design → Material Selection → Living Experience และท้ายที่สุดคือการเปลี่ยนความยั่งยืนจากเรื่องที่อยู่ในรายงานขององค์กร ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสได้จากบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่ทุกวัน




