ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย กำลังผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อคำถามของตลาดไม่ได้หยุดอยู่ที่ “1 ตันคาร์บอนราคาเท่าไร” แต่ขยับไปสู่ “เครดิตนั้นมีคุณภาพแค่ไหนและควรมีมูลค่าเท่าไร”
ข้อมูล องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ระบุว่า ปีงบประมาณ 2569 ตลาด T-VER มีการซื้อขายแล้วกว่า 5.14 ล้าน tCO₂e มูลค่า 434.7 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 84.50 บาท/tCO₂e แต่ราคาจริงกระจายตั้งแต่ 15 ถึง 3,000 บาท สะท้อนปัญหาสำคัญของตลาด ที่ต้องมีทั้งมาตรฐานคุณภาพและ Benchmark ด้านราคาที่น่าเชื่อถือ
อบก. ได้ว่าจ้างบริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ให้เป็นที่ปรึกษาโครงการศึกษาความเป็นไปได้การกำหนดราคากลางการตีมูลค่าคาร์บอนเครดิต และการขยายตลาดคาร์บอนของประเทศไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกรอบแนวทางที่น่าเชื่อถือ สำหรับการประเมินมูลค่าและกำหนดราคาคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยยกระดับตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจของไทยให้มีความโปร่งใส ได้รับการยอมรับในวงกว้าง และพร้อมรองรับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต
บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ได้นำเสนอ
- ผลการสำรวจตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจประเทศไทยปี 2569
- ผลการศึกษา วิธีการกำหนดราคาอ้างอิงของคาร์บอนเครดิต
- ผลการศึกษา หลักเกณฑ์กลางในการตีมูลค่าคาร์บอนเครดิตตามวัตถุประสงค์

จาก “ซื้อถูก” สู่ “ซื้อให้ถูกตัว” Quality Carbon กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมตลาด
การเติบโตของตลาดคาร์บอนเครดิตไม่ได้หมายความว่า เครดิตทุกหน่วยจะมีคุณค่าเท่ากัน
หลักพื้นฐานคือ Carbon Credit 1 หน่วยแสดงถึงการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ 1 tCO₂e โดยต้องผ่านการกำหนด Baseline การติดตาม การรายงาน และการทวนสอบ ก่อนออกเครดิตเข้าสู่ระบบ
แต่หัวใจที่กำลังถูกให้ความสำคัญมากขึ้นคือ Additionality หรือการพิสูจน์ว่าโครงการลดก๊าซเรือนกระจกนั้นเกิดขึ้น “เพิ่มเติม” จากการดำเนินธุรกิจตามปกติ ไม่ใช่กิจกรรมที่คุ้มทุนและจะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีรายได้จาก Carbon Credit
บุญรอด เยาวพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ย้ำหลักการนี้ตั้งแต่ต้นว่า ไม่ใช่กิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกทุกอย่าง จะสมควรได้รับเครดิต หากกิจกรรมนั้นมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจมากพอที่จะทำอยู่แล้ว การให้ Carbon Credit เพิ่มอาจไม่ได้สร้างการลดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมจริง
ผลสำรวจของ Creagy ยังสะท้อนว่า เกณฑ์ที่ผู้เล่นในตลาดให้ความสำคัญสูงประกอบด้วย Additionality, Verification และ Permanence โดย Verification ขยับขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญกว่าปีก่อน เป็นสัญญาณว่าผู้ซื้อไม่ได้ตัดสินใจจาก “ราคาต่อตัน” เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มถามถึงที่มาของเครดิต มาตรฐาน ประเภทโครงการและความน่าเชื่อถือของผลการลดก๊าซเรือนกระจก

การเปลี่ยนพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก เพราะ World Bank ระบุในรายงาน State and Trends of Carbon Pricing 2026 ว่า แม้ราคาคาร์บอนเครดิตโดยรวมอ่อนตัวลงเล็กน้อยในปี 2025 แต่เครดิตบางกลุ่มยังได้รับ Premium โดยเฉพาะเครดิตที่ใช้กับภาคการบินระหว่างประเทศได้ รวมถึงเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่ได้รับการประเมินคุณภาพสูง
นั่นหมายความว่าอนาคตการแข่งขันของผู้พัฒนาโครงการไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครผลิตเครดิตได้ถูกที่สุด แต่คือ ใครพิสูจน์คุณภาพและผลกระทบร่วมของเครดิตได้ชัดที่สุด
ตลาดโตแล้ว แต่ยังติด “Price Discovery” ผู้ซื้อ–ผู้ขายไม่รู้ราคาไหนเหมาะสม
อีกปัญหาสำคัญของตลาดคาร์บอนเครดิตไทยคือ Price Discovery หรือกระบวนการค้นหาราคาที่สะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์อย่างเหมาะสม
บุญรอด ระบุว่า ปัจจุบันการซื้อขายจำนวนมากยังเกิดในลักษณะ OTC หรือ Over-the-Counter เป็นการเจรจาโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทำให้ข้อมูลราคาไม่ได้รวมศูนย์ และตลาดมีข้อจำกัดในการสร้างสถิติที่ผู้เล่นรายอื่นสามารถใช้เปรียบเทียบได้
ปัญหานี้ส่งผลสองด้านพร้อมกัน
สำหรับ ผู้ขายหรือ Project Developer ความไม่แน่นอนของราคาทำให้ประเมินรายได้จากโครงการยาก หากโครงการต้องลงทุนล่วงหน้าหลายปี การไม่รู้ว่าคาร์บอนเครดิตจะขายได้ราคาเท่าไรทำให้ Financial Model มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น

สำหรับ ผู้ซื้อ ปัญหากลับกันคือไม่รู้ว่าราคาที่กำลังจ่ายสูงเกินไปหรือไม่ และ Premium ที่ต้องจ่ายเพิ่มสะท้อน “คุณภาพจริง” หรือเพียงเกิดจากการต่อรอง
ผู้ซื้อและผู้ขายต่างมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ของตัวเอง ผู้ขายต้องการราคาสูงและความแน่นอนของรายได้ ขณะที่ผู้ซื้ออยากได้ราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพเครดิต จึงเกิดช่องว่างที่ทำให้ตลาดต้องการ Benchmark กลางมากขึ้น
ข้อมูลตลาดจริงยิ่งตอกย้ำประเด็นนี้ เพราะในปีงบประมาณ 2569 T-VER มีราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 84.50 บาท/tCO₂e แต่ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 15 บาท ขณะที่สูงสุดแตะ 3,000 บาท/tCO₂e
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าตลาด “ผิดปกติ” แต่สะท้อนว่า Carbon Credit มีลักษณะใกล้เคียงสินทรัพย์ที่มีหลายเกรดมากกว่าสินค้า Commodity ชนิดเดียว
สูตรใหม่ “ราคาอ้างอิง” แบ่ง 9 กลุ่ม ใช้ Transaction จริงก่อน Co-benefit
แนวทางหนึ่งที่ถูกเสนอเพื่อแก้โจทย์ดังกล่าวคือการสร้าง ราคาอ้างอิงคาร์บอนเครดิต หรือ Carbon Credit Reference Price
บุญรอด ระบุว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาแนวทางแบ่งคาร์บอนเครดิตออกเป็น 9 ประเภทโครงการ ครอบคลุมตั้งแต่ Renewable Energy/Transportation, Energy Efficiency, Waste Management, Forestry, Agriculture ไปจนถึง Technology-based Removal และ Avoidance เพื่อไม่ให้เครดิตจากโครงการที่มีโครงสร้างต้นทุนและคุณลักษณะแตกต่างกันถูกนำมารวมเป็นราคาเดียว
หลักการสำคัญคือ หากเครดิตประเภทใดมีปริมาณซื้อขายในช่วง 6 เดือนย้อนหลังเกิน 10,000 tCO₂e จะใช้ข้อมูลราคาธุรกรรมจริง หักข้อมูลผิดปกติหรือ Outlier และคำนวณเป็น Weighted Average เพื่อสร้างราคาอ้างอิง
กลุ่ม Renewable Energy, Energy Efficiency และ Waste Management มี Transaction เพียงพอที่จะประเมินด้วย Market-based Method ได้แล้ว ขณะที่ป่าไม้ เกษตร และโครงการบางกลุ่มยังมีปริมาณซื้อขายต่ำเกินไปที่จะถือว่าราคาที่พบเป็นตัวแทนของตลาด

ตรงนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากไม่มี Market Price ที่น่าเชื่อถือ จะตีราคาคาร์บอนเครดิตอย่างไร
1 ตันเท่ากัน แต่ “คุณค่าระหว่างทาง” ไม่เท่ากัน
คำตอบหนึ่งคือ Co-benefit
โครงการพลังงานหมุนเวียนและโครงการป่าไม้อาจสร้าง Carbon Credit 1 tCO₂e ได้เท่ากัน แต่เส้นทางการสร้างเครดิตอาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน
โครงการป่าไม้อาจสร้างงานให้ชุมชน เพิ่มรายได้ ดูแลต้นน้ำ ฟื้นระบบนิเวศ หรือสนับสนุน Biodiversity ขณะที่โครงการพลังงานอาจช่วยเพิ่มการเข้าถึงพลังงานสะอาด ลดต้นทุนพลังงาน และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

แนวคิดที่ทีมศึกษานำเสนอจึงเป็นการ Mapping Co-benefit เข้ากับ SDGs แล้วประเมิน Premium ที่ตลาดเคยจ่ายให้กับคุณค่าประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้สร้าง Value-based Reference Price ในกรณีที่ Transaction ยังไม่มากพอ
นี่เป็นประเด็นสำคัญในเชิงธุรกิจ เพราะทำให้ผู้พัฒนาโครงการต้องคิดมากกว่าการ “ผลิตตันคาร์บอน”
หาก Co-benefit สามารถตรวจวัด รายงาน และพิสูจน์ได้จริง การออกแบบโครงการให้สร้างประโยชน์ต่อชุมชน ธรรมชาติ หรือเศรษฐกิจท้องถิ่น อาจช่วยเพิ่มมูลค่าของ Carbon Credit และทำให้โครงการแข่งขันในตลาด Premium ได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม Co-benefit ไม่ควรถูกใช้เป็นข้อความการตลาดโดยปราศจากหลักฐาน เพราะความเสี่ยงอีกด้านของตลาดคือ Greenwashing

Greenwashing กำลังกดดันตลาด Voluntary Carbon
ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจทั่วโลกเผชิญโจทย์ความเชื่อมั่นหลังเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับคุณภาพเครดิตและการนำเครดิตไปใช้เคลมเกินจริง
“Negative Spiral” ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ซื้อกังวลว่าการซื้อเครดิตอาจนำไปสู่ข้อครหาด้าน Greenwashing จึงชะลอการซื้อ ส่งผลให้ราคาถูกกดดันและรายได้ไม่เพียงพอให้ Project Developer ลงทุนในโครงการใหม่ กระทบ Supply คุณภาพในระยะต่อไป
ดังนั้น High-integrity Carbon Market จึงต้องพึ่งมากกว่าการมีระบบออกเครดิต แต่ต้องมีความชัดเจนเรื่อง Additionality, Measurement, Verification, Permanence, Registry และการป้องกัน Double Counting
แนวโน้มเดียวกันเกิดขึ้นในตลาดโลกผ่าน Core Carbon Principles ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้าง Benchmark ด้าน Integrity ของเครดิตภาคสมัครใจ
ในมุมของผู้ซื้อ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การถามเพียงว่า “ซื้อเครดิตกี่ตันแล้ว” แต่ต้องถามเพิ่มว่า เครดิตมาจากไหน ผ่านมาตรฐานใด และจะใช้ Claim อย่างไร

เพราะการซื้อ Carbon Credit ไม่ได้ทำให้บริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากกลายเป็น “ธุรกิจสีเขียว” โดยอัตโนมัติ
Carbon Credit ควรเป็น “ตัวเสริม” ไม่ใช่ทางลัดแทนการลด Emission
อีกสัญญาณจากผลสำรวจคือองค์กรเริ่มมอง Carbon Credit เป็นเครื่องมือ “ปลายทาง” มากขึ้น หลังจากพยายามลดการปล่อยด้วยตนเองก่อน
ผู้ตอบส่วนใหญ่ประเมินว่าจะใช้ Carbon Credit ราว 20–50% ขณะที่กลุ่มที่คิดจะใช้เครดิตชดเชยทั้งหมด 100% เหลือเพียงประมาณ 7% ซึ่งสะท้อนแนวคิด Reduce First, Offset Residual Emissions มากขึ้น
กรอบดังกล่าวมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยง Greenwashing เพราะ Carbon Credit ควรทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่องค์กรยังลดเองไม่ได้ ไม่ใช่ใช้ทดแทนการปรับกระบวนการผลิต พลังงาน หรือ Supply Chain ทั้งหมด

จาก Carbon Market สู่ Climate Finance ถ้ามีราคา การลงทุนคำนวณได้ง่ายขึ้น
ผลกระทบสำคัญที่สุดของ Reference Price อาจไม่ได้อยู่แค่การช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายต่อรองง่ายขึ้น แต่คือการทำให้ Carbon Credit เชื่อมเข้าสู่โลกการเงินได้มากขึ้น
เมื่อ Project Developer สามารถประมาณราคาขายเครดิตในอนาคตได้ จะเริ่มสามารถประเมิน Cash Flow, Payback Period และ Investment Return ของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกได้แม่นยำขึ้น
ราคาอ้างอิงอาจนำไปใช้ได้ตั้งแต่การตั้งงบประมาณซื้อเครดิตของบริษัท การประเมินรายได้ของผู้ขาย ไปจนถึงการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการสำหรับนักลงทุนและการออกแบบนโยบายของรัฐ

ในอีกขั้น การศึกษายังมองความเป็นไปได้ในการนำ Carbon Credit ไปใช้เป็น หลักประกันทางการเงิน หรือ Collateral แม้ Transcript จะระบุชัดว่ากรณีดังกล่าวในไทยยังเป็นเพียงแนวคิดและต้องทดลอง Pilot ก่อน
โจทย์สำคัญของธนาคารจึงไม่ได้มีเพียง “Carbon Credit มีราคาเท่าไร” แต่รวมถึง Liquidity, Price Volatility, Vintage, ความสามารถในการขายต่อ และ Haircut ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของสินทรัพย์

Vintage หรือปีที่ผลิตเครดิตอาจส่งผลต่อมูลค่า เนื่องจากเครดิตบางประเภทอาจถูกตลาดให้มูลค่าลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้น
หากปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ได้ Carbon Credit อาจเปลี่ยนจาก “รายได้เสริมของโครงการ ESG” ไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ Project Finance และ Blended Finance สำหรับ Climate Investment

โลกกำลังขยับจาก Voluntary สู่ Compliance ไทยต้องเตรียม Demand ในประเทศ
ความเปลี่ยนแปลงของตลาดไทยยังเกิดท่ามกลางโครงสร้าง Carbon Pricing โลกที่กำลังขยายตัว
World Bank ระบุว่า ปี 2026 โลกมีนโยบาย Carbon Pricing 87 กลไก และครอบคลุมมากกว่า 29% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ขณะที่รายได้จาก Carbon Pricing ในปี 2025 สูงกว่า 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่สำคัญ ความต้องการ Carbon Credit จาก Compliance Market เติบโตเร็วกว่าฝั่ง Voluntary ในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ Nature-based และเครดิตคุณภาพสูงยังสามารถรักษา Price Premium ได้
สำหรับประเทศไทย ตลาดปัจจุบันยังพึ่งพา Voluntary Market เป็นหลัก แต่ Transcript ชี้ว่าหากประเทศพัฒนาระบบ ETS หรือกลไกภาคบังคับขึ้นในอนาคต จะมี Demand ใหม่จากโรงงานและกิจการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่มเข้ามา

อย่างไรก็ตาม ณ กันยายน 2569 ต้องย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ไม่ใช่กฎหมายที่มีระบบ ETS บังคับใช้อย่างสมบูรณ์แล้ว โดยข้อมูลล่าสุดของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมช่วงปลายเดือนสิงหาคมระบุว่า กระบวนการชี้แจงร่างกฎหมายต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินมาถึงสัปดาห์ที่ 16
NDC 2035 ทำให้ Carbon Market ไม่ใช่เรื่องเฉพาะฝ่าย Sustainability
เหตุผลที่เรื่องนี้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจมากขึ้นคือเป้าหมาย Climate ของประเทศไทย
NDC 3.0 กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยในปี 2035 ไว้ไม่เกิน 152 MtCO₂e โดยใช้ปี 2019 เป็นฐานและครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ
เมื่อประเทศมี Carbon Budget ที่ชัดขึ้น “ตันคาร์บอน” จึงเริ่มมีความหมายทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิม
ธุรกิจที่ลดการปล่อยได้เร็วอาจลด Exposure ต่อต้นทุน Carbon Pricing ในอนาคต ขณะที่ธุรกิจที่ต้องพึ่ง Offset จำนวนมากอาจเผชิญทั้งต้นทุนเครดิต ความเสี่ยงด้านคุณภาพ และข้อจำกัดด้าน Claim

ในอีกด้านหนึ่ง เกษตรกร ชุมชน เจ้าของพื้นที่ป่า ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Climate Tech และผู้ประกอบการที่สามารถสร้าง Carbon Reduction ที่วัดและพิสูจน์ได้ อาจมีโอกาสเปลี่ยน “ผลการลดก๊าซเรือนกระจก” ให้กลายเป็นรายได้ใหม่
ไทยมี Supply แต่ตลาดจะโตไม่ได้ หาก Demand–Data–Trust ไม่โตตาม
ข้อมูล อบก. สะท้อนว่า Supply ของไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง ปีงบประมาณ 2569 มี Standard T-VER ขึ้นทะเบียนเพิ่ม 96 โครงการ คาดว่าจะลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้รวมประมาณ 1.42 ล้าน tCO₂e ต่อปี และมีการรับรองเครดิตกว่า 2.52 ล้าน tCO₂e จาก 42 โครงการ
ในฝั่ง Premium T-VER มีโครงการขึ้นทะเบียน 3 โครงการ รวมศักยภาพลดหรือกักเก็บประมาณ 5,978 tCO₂e ต่อปี พร้อมการเดินหน้าประเมิน Premium T-VER สำหรับ CORSIA และความร่วมมือด้าน Dual Certification กับ Gold Standard

แต่ Supply เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ตลาดแข็งแรง
บุญรอด เสนอองค์ประกอบที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ได้แก่ การสร้าง Demand ภายในประเทศ ยกระดับมาตรฐาน พัฒนา Market Infrastructure และ Data ตลอดจนเพิ่มศักยภาพผู้เล่นรายเล็กและ SMEs
ในระยะยาว ตลาดคาร์บอนจึงไม่ใช่แค่ตลาดสำหรับซื้อ “ใบชดเชยการปล่อย”
แต่คือโครงสร้างที่ต้องเชื่อม Climate Policy + Carbon Accounting + Project Development + Verification + Financial Market + Technology + Community + Nature เข้าด้วยกัน

จับตา 4 ตัวแปรชี้อนาคตตลาดคาร์บอนเครดิตไทย
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มี 4 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ คุณภาพเครดิต ราคาอ้างอิง Demand ภาคบังคับ และ Financial Infrastructure
หาก Reference Price สามารถทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน การประเมิน Project Revenue จะง่ายขึ้น และอาจทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้น
แต่ราคาอ้างอิงไม่ใช่ “ราคาบังคับ” และไม่ควรถูกใช้เหมือนราคากลางที่ทำให้ Carbon Credit ทุกโครงการมีมูลค่าเท่ากัน Transcript ย้ำว่าเป้าหมายคือใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาและเพิ่ม Transparency ให้ตลาดเท่านั้น
โจทย์ที่ใหญ่กว่านั้นคือประเทศไทยจะสร้าง Credible Demand ได้เร็วแค่ไหน จะยกระดับ Premium T-VER ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดระหว่างประเทศได้เพียงใด และร่าง Climate Change Act จะออกแบบเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อย่างไร
เพราะท้ายที่สุด มูลค่าของ Carbon Credit จะไม่ได้เกิดจากคำว่า “Carbon” เพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากความเชื่อมั่นว่า 1 ตันที่ซื้อไป ลดก๊าซเรือนกระจกได้จริง เพิ่มเติมจริง ตรวจสอบได้ ไม่ถูกนับซ้ำ และสร้างคุณค่าที่มากกว่าตัวเลขบน Registry
นั่นต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดว่า Carbon Market ของไทยจะเป็นเพียงตลาดซื้อขายเครดิต หรือกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้จริง
TGO วางกรอบ “ราคาอ้างอิงคาร์บอนเครดิต” ปูทางสู่สินทรัพย์การเงิน
TGO มีเป้าหมายสำคัญคือยกระดับ “คาร์บอนเครดิต” จากเครื่องมือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและการเงิน โดยอาจต่อยอดใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ สินทรัพย์อ้างอิงของตราสารการเงิน การประกันภัย สินค้าอ้างอิง และสิทธิประโยชน์ทางภาษี การศึกษาครอบคลุมมาตรฐานทั้งไทยและสากล พร้อมพัฒนาและทดสอบแบบจำลองคำนวณมูลค่าคาร์บอนเครดิต
อบก. คาดว่ากลไกดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขาย และเปิดทางสู่ธุรกรรมรูปแบบใหม่ในตลาดคาร์บอนไทย พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

