เจาะปัญหาขยะพลาสติกหลายชั้น MLP จากซองขนมสู่ Circular Economy ทำไมการคัดแยกต้นทางจึงสำคัญ และ Trash Right กำลังทดลองโมเดลผ่านโรงเรียน
กรุงเทพฯ ต้องรับมือขยะมูลฝอยเฉลี่ยราว 9,560 ตันต่อวันในปี 2568 ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้น หรือ MLP (Multi-Layer Plastic) ซึ่งพบได้ในสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ยังเป็นหนึ่งในวัสดุที่จัดการหลังการบริโภคได้ซับซ้อน โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “รีไซเคิลได้หรือไม่” แต่คือจะทำอย่างไรให้วัสดุถูกแยกและรวบรวมอย่างมีคุณภาพตั้งแต่ต้นทาง ก่อนส่งเข้าสู่เทคโนโลยีรีไซเคิลที่เหมาะสม กรณี Trash Right ที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 5 จึงน่าสนใจในฐานะการทดลองสร้างพฤติกรรมดังกล่าวตั้งแต่ระดับโรงเรียน
ทำไม MLP จึงเป็นโจทย์ของ Circular Economy
บรรจุภัณฑ์พลาสติกหลายชั้น หรือ MLP มีข้อได้เปรียบด้านการใช้งาน เพราะการประกอบวัสดุหลายชั้นเข้าด้วยกันช่วยสร้างคุณสมบัติที่เหมาะกับการปกป้องผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะอาหาร ช่วยรักษาคุณภาพและความสดใหม่ และมีส่วนลดความเสี่ยงการเกิด Food Waste
แต่คุณสมบัติที่เป็นข้อดีในช่วงใช้งาน กลับสร้างความซับซ้อนเมื่อบรรจุภัณฑ์กลายเป็นขยะ เพราะวัสดุหลายชั้นไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแบบเดียวกับพลาสติกบางประเภทโดยตรง การคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง การเก็บรวบรวมให้มีปริมาณเพียงพอ ตลอดจนเทคโนโลยีและตลาดรองรับวัสดุหลังรีไซเคิล จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของสมการ
นี่คือเหตุผลที่ปัญหาขยะบรรจุภัณฑ์ไม่สามารถแก้ได้ด้วยคำว่า “รีไซเคิล” เพียงอย่างเดียว หากไม่มีระบบตั้งแต่การออกแบบ การบริโภค การแยก การเก็บรวบรวม ไปจนถึงปลายทางที่สามารถนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ได้จริง
บริบทนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองจากปริมาณขยะของกรุงเทพมหานคร โดยข้อมูลสำนักสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปี 2568 กรุงเทพฯ มีมูลฝอยเฉลี่ยประมาณ 9,560 ตันต่อวัน แม้ขยะอาหารจะเป็นสัดส่วนใหญ่ราวครึ่งหนึ่ง แต่ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของระบบยังมาจาก “การทิ้งรวม” ซึ่งลดโอกาสนำทรัพยากรบางประเภทกลับมาใช้ประโยชน์

13 โรงเรียน ทดลองสร้างพฤติกรรมแยก MLP ตั้งแต่เด็ก
ปีที่ 5 ของโครงการ “โรงเรียนรักษ์โลก แยกขยะลุ้นโชคกับมอนเดลีซ” หรือ Trash Right ซึ่งดำเนินการโดยมอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และแทรชลัคกี้ จึงเพิ่มโจทย์ใหม่เข้ามา โดยเป็นครั้งแรกที่ส่งเสริมให้นักเรียนระดับประถมศึกษาคัดแยก MLP ตั้งแต่ต้นทาง
แนวคิดสำคัญไม่ได้หยุดอยู่ที่การตั้งถังรับขยะ แต่พยายามทำให้เด็กเข้าใจ “เส้นทางของวัสดุ” ตั้งแต่การสังเกตว่าบรรจุภัณฑ์ใดเป็น MLP วิธีแยกที่ถูกต้อง การรวบรวม ไปจนถึงการติดตามว่าขยะที่แยกแล้วไปไหน และสามารถเข้าสู่เทคโนโลยีรีไซเคิลเฉพาะทางเพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อย่างไร
หากมองในมิติ Circular Economy นี่เป็นจุดที่สำคัญ เพราะมูลค่าของวัสดุหลังการบริโภคไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัววัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับคุณภาพของระบบเก็บคืนด้วย การแยกตั้งแต่ต้นทางสามารถช่วยลดการปนเปื้อน และเพิ่มโอกาสที่วัสดุจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ แทนการปะปนกับขยะทั่วไปและเข้าสู่ระบบกำจัด
โครงการปีนี้มีโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครเข้าร่วม 13 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดคู้บอน (วัฒนานันท์อุทิศ), โรงเรียนวัดนิมมานรดี, โรงเรียนคลองกุ่ม (เสรีไทย อนุสรณ์), โรงเรียนวัดบำรุงรื่น, โรงเรียนพิชัยพัฒนา, โรงเรียนวัดสามัคคีสุทธาวาส, โรงเรียนวัดบางเตย, โรงเรียนนาคนาวาอุปถัมภ์, โรงเรียนคลองลำเจียก (หวังทองบำรุง), โรงเรียนสุเหร่าคลองหนึ่ง (มานะราษฎร์บำรุง), โรงเรียนประภาสวิทยา, โรงเรียนวัดบึงทองหลาง (พิทักษ์วิทยาคาร) และโรงเรียนวัดกำแพง พร้อมแผนขยายความรู้ไปยังโรงเรียนที่สนใจเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง
จาก 32,500 “ทูตรีไซเคิล” สู่โจทย์เปลี่ยนพฤติกรรมครัวเรือน
สิ่งที่ Trash Right พยายามสร้างตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่ใช่เฉพาะปริมาณขยะที่ถูกแยก แต่เป็นการใช้โรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรม โดยโครงการระบุว่าสามารถสร้าง “ทูตรีไซเคิล” หรือเยาวชนที่เรียนรู้เรื่องการคัดแยกขยะแล้วมากกว่า 32,500 คน
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มองว่า เป้าหมายสำคัญคือทำให้การลดและแยกขยะตั้งแต่ต้นทางกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยโรงเรียนสามารถเป็นพื้นที่ที่เด็กเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ก่อนนำพฤติกรรมดังกล่าวกลับไปสู่บ้าน ครอบครัว และชุมชน
ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อระบบจัดการขยะเมือง เพราะปลายทางของปัญหาไม่ได้เริ่มที่รถเก็บขยะหรือโรงกำจัด แต่เริ่มตั้งแต่วินาทีที่ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะ “ทิ้งรวม” หรือ “แยก” วัสดุหลังใช้งาน
ข้อมูลแผนปฏิบัติราชการของกรุงเทพมหานครในปี 2570 ยิ่งทำให้โจทย์นี้ชัดขึ้น เพราะ กทม. ตั้งเป้าลดปริมาณขยะที่ส่งกำจัดลง 500 ตันต่อวัน หรือประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้น การลดขยะและนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นทางจึงมีความเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพของระบบเมืองโดยตรง
จากกิจกรรมโรงเรียน สู่โจทย์ใหญ่ของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์
Trash Right ยังสะท้อนอีกด้านของโจทย์ธุรกิจ FMCG นั่นคือ เมื่อบริษัทเป็นผู้ใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมาก ความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมกำลังขยับจากการลดวัสดุในขั้นตอนผลิต ไปสู่คำถามว่า “หลังผู้บริโภคใช้แล้ว บรรจุภัณฑ์จะไปไหน”
ไอดารา หวัง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า บริษัทได้ร่วมกับ PRO-Thailand Network ทดลองระบบรีไซเคิล MLP มาตั้งแต่ปี 2567 และพบว่าการเก็บรวบรวมและคัดแยกที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ได้วัสดุรีไซเคิลที่มีคุณภาพดีขึ้น จึงนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดกับ Trash Right
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญกว่ากิจกรรม CSR เมื่อพิจารณาทิศทางนโยบายของประเทศไทย ซึ่งกำลังผลักดันแนวคิด Extended Producer Responsibility หรือ EPR ให้ผู้ผลิตมีบทบาทรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคมากขึ้น
EPR อธิบายอย่างง่ายคือ หลักการที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตออกไปจากหน้าประตูโรงงาน ให้ครอบคลุมช่วงที่สินค้าหรือบรรจุภัณฑ์กลายเป็นของเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบด้านการเงิน การจัดระบบเก็บคืน การคัดแยก หรือการนำกลับมาใช้ประโยชน์ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด

สำหรับประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษกำลังผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งใช้หลัก EPR เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ขณะที่ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 วางเป้าหมายให้ขยะพลาสติกเป้าหมายเข้าสู่ระบบ Circular Economy 100% ภายในปี 2573
นั่นหมายความว่า สิ่งที่ธุรกิจ FMCG ต้องเตรียมพร้อมในระยะยาวอาจไม่ใช่แค่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ใช้วัสดุน้อยลง แต่รวมถึงข้อมูลปริมาณบรรจุภัณฑ์ ระบบเก็บคืน ความสามารถในการรีไซเคิล ตลาดสำหรับวัสดุรีไซเคิล และต้นทุนที่เกิดขึ้นตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์
ใช้ Gamification เปลี่ยน “ความรู้” ให้เป็น “พฤติกรรม”
ความท้าทายอีกด้านของการแยกขยะคือ การรู้ว่าต้องแยกไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะลงมือทำเสมอไป Trash Right จึงใช้ระบบสะสมคะแนนและรางวัลเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียนเข้าร่วม
ปีที่ 5 ยังเพิ่มรางวัลอีก 3 ประเภท ได้แก่ Best Creative Recycling Initiative สำหรับโรงเรียนที่พัฒนากิจกรรมรีไซเคิลสร้างสรรค์, Best School Video สำหรับการสื่อสารรณรงค์ที่สร้างการมีส่วนร่วม และ MLP Avengers Award สำหรับโรงเรียนที่รวบรวม MLP ได้มากที่สุด โดยผู้ชนะจะได้รับทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนกิจกรรมสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนต่อไป
สุนีย์ มีธรรม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบึงทองหลาง ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปีแรก สะท้อนว่า การให้เด็กเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงช่วยเปลี่ยนความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และมีโอกาสส่งต่อจากห้องเรียนไปยังครอบครัวและชุมชน
ในมุมการเปลี่ยนพฤติกรรม นี่จึงเป็นส่วนที่ควรจับตา เพราะความสำเร็จระยะยาวไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนผู้เข้าร่วมหรือจำนวนโรงเรียน แต่ควรไปถึงการวัดว่า หลังสิ้นสุดกิจกรรมแล้ว เด็กและครัวเรือนยังคงแยกขยะหรือไม่ และ MLP ที่เก็บได้จริงมีสัดส่วนเท่าใดที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล

Circular Economy จะเกิดจริง ต้องวัดให้ไกลกว่าจำนวนคนเข้าร่วม
การมี “ทูตรีไซเคิล” มากกว่า 32,500 คนใน 4 ปี เป็นตัวเลขที่แสดงขนาดการเข้าถึงของโครงการ แต่ในมุม Sustainability สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ Outcome และ Impact
ตัวชี้วัดสำคัญควรขยับไปสู่คำถามว่า โครงการสามารถเก็บ MLP ออกจากขยะทั่วไปได้กี่ตัน มีสัดส่วนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจริงเท่าใด วัสดุหลังรีไซเคิลถูกนำไปผลิตอะไร ต้นทุนต่อหน่วยเป็นอย่างไร และพฤติกรรมคัดแยกยังดำเนินต่อหลังจบโครงการหรือไม่
เพราะ Circular Economy ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเมื่อมีคำว่า “รีไซเคิล” อยู่บนโครงการ แต่เกิดขึ้นเมื่อสามารถสร้างวงจรวัสดุที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่การออกแบบ การใช้ การแยก เก็บรวบรวม แปรรูป และนำกลับมาใช้ใหม่ในระบบเศรษฐกิจ
กรณี MLP จึงเป็นบททดสอบที่น่าสนใจสำหรับทั้งเมืองและภาคธุรกิจ หากวัสดุที่เคยปะปนอยู่ในถังขยะทั่วไปสามารถถูกแยกออกตั้งแต่โรงเรียน เชื่อมต่อกับระบบเก็บรวบรวมและเทคโนโลยีรีไซเคิลได้จริง สิ่งที่เริ่มจาก “ซองหนึ่งชิ้น” ก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน Circular Economy ที่ใหญ่กว่าห้องเรียนได้

