เจาะวิสัยทัศน์ 6 ผู้นำ True, CPF, BJC, UOB, SCG และ ThaiBev บนเวที GCNT Expo 2026 ชู Sustainability is Business ใช้ AI, Green Finance, SME, Supply Chain และเมืองคาร์บอนต่ำ พลิกความท้าทายโลกเป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจไทยที่แข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน
เสียงสะท้อนจาก 6 ผู้นำองค์กรชั้นนำ จาก GCNT EXPO 2026 : From SHOCK To SHIFT – Thailand’s Sustainable Transition in a Fractured World จัดโดย สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (Global Compact Network Thailand: GCNT) ซึ่งเป็นสมาชิก GCNT ที่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า “Sustainability is Business” — ความยั่งยืนคือเรื่องของธุรกิจ และไม่ควรถูกแยกออกจากยุทธศาสตร์องค์กรอีกต่อไป
True ชู Responsible AI ย้ำ AI ไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยี” แต่คือ “คนและกระบวนการ”
ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกด้วยความเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเปรียบ AI เสมือน “รถซูเปอร์คาร์” ที่มีศักยภาพมหาศาล แต่รถที่ทรงพลังย่อมต้องมี “กฎจราจร” เพื่อทำให้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
องค์กรและหน่วยงานภาครัฐจึงควรนำ AI มาใช้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การให้ความสำคัญกับ Data Privacy ไปจนถึงการพัฒนาแนวทาง Responsible AI
สำหรับทรู ได้จัดตั้ง AI Center of Excellence ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากร และจัดตั้ง AI Council เพื่อกำกับดูแลการนำ AI มาใช้ในองค์กร

เบรกเก้ เสนอแนวทาง “Learn – Test – Scale” เริ่มจาก “Learn” หรือการเรียนรู้และเตรียมความพร้อม ก่อนเข้าสู่ “Test” เปิดพื้นที่ทดลองใช้งาน และจึง “Scale” หรือขยายผลเมื่อมั่นใจว่าระบบมีความปลอดภัยและเหมาะสม
หัวใจสำคัญคือ ธุรกิจต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องเทคโนโลยี เพราะ AI ไม่ได้เปลี่ยนเพียงระบบ IT แต่กำลังเปลี่ยนทั้ง “คน” และ “กระบวนการทำงาน” ขององค์กร
CPF สร้าง “Share Resilience” ดึง SME กว่า 5,000 รายแข็งแกร่งไปด้วยกัน
ด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF มองความยั่งยืนผ่านโจทย์ใหญ่ของการสร้าง Resilience ตลอดห่วงโซ่คุณค่า
CPF จึงเดินหน้าภายใต้แนวคิด “Share Resilience” โดยไม่ได้มองเฉพาะความแข็งแกร่งภายในองค์กร แต่รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันร่วมกับคู่ค้าและ SME กว่า 5,000 ราย
หนึ่งในกลไกสำคัญคือโครงการ SME Excellence ที่สนับสนุนทั้งด้านสภาพคล่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์คือการผลักดันมาตรฐานอาหารไทยสู่ระดับโลก ผ่านแคมเปญ “ไก่ไทยจะไปอวกาศ” ซึ่งสะท้อนความพยายามยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารด้วยกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด
ขณะเดียวกัน CPF ยังเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคงในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของ CPF ที่วางเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร
BJC พลิก Sustainability จาก “ภารกิจเสริม” สู่ Core Strategy ปักหมุด Net Zero 2050
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวว่า BJC ได้ยกระดับเรื่องความยั่งยืนจากภารกิจเสริมให้กลายเป็น ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจหลัก
โดยตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านกรอบ B-J-C ประกอบด้วย
- Better Living การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
- Joint Success การสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตร ซึ่งรวมถึงการยกระดับร้านโชห่วยกว่า 33,000 แห่ง
- และ Caring for Community การดูแลสุขภาวะของพนักงานและชุมชน
หัวใจของแนวคิดนี้อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองจาก “Sustainability = Cost” ไปสู่ “Sustainability = Investment” เพราะ BJC มองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่เป็นการลงทุนที่สามารถสร้างทั้งผลตอบแทนและคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ

เป้าหมาย Net Zero 2050 ยังสอดคล้องกับกรอบการพัฒนาความยั่งยืนของ BJC ที่บูรณาการมิติ Environment, Social และ Governance หรือ ESG เข้ากับการตัดสินใจ กลยุทธ์ และเป้าหมายขององค์กรตลอดห่วงโซ่คุณค่า
UOB ชี้ “เงินทุน” ตัวเร่ง Green Transition เปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นโครงการที่ลงทุนได้จริง
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ ต่อให้ภาคธุรกิจต้องการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนมากเพียงใด หากไม่สามารถเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นโครงการที่ชัดเจนและเข้าถึงเงินทุนได้ การเปลี่ยนผ่านก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก
ริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยต้องอาศัยมากกว่า “ความมุ่งมั่น”
แต่ขึ้นอยู่กับว่า ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้บริการโซลูชัน จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพื่อเปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นโครงการที่ชัดเจน และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง
โดยเฉพาะ SME ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือ “ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด”

แนวทางที่สามารถทำได้จริง คือเริ่มจากโครงการที่มี ขอบเขตชัดเจน สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจ ควบคู่กับสร้างผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้
สำหรับ UOB บทบาทของสถาบันการเงินจึงไม่ใช่เพียงการให้สินเชื่อ แต่คือการ เชื่อมโยงธุรกิจกับเงินทุน องค์ความรู้ และพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อช่วยเปลี่ยนจากความตั้งใจไปสู่การลงมือทำ และทำให้ “ก้าวแรก” ของการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
ยูโอบีเองกำหนดความยั่งยืนไว้ในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ และเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ UN SDGs
SCG ปั้น “Saraburi Sandbox” โมเดลเมืองคาร์บอนต่ำ ชู PPPP เชื่อมรัฐ–เอกชน–ประชาชน
ในภาคอุตสาหกรรมหนัก ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี (SCG) นำเสนอ “Saraburi Sandbox: Inclusive Green Transition Model” หรือ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ซึ่งกำลังทำหน้าที่เป็นต้นแบบความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนจังหวัดสระบุรีสู่เมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย
โมเดลดังกล่าวใช้ความร่วมมือรูปแบบ Public–Private–People Partnership (PPPP) เชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน
โครงการนำ เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง หรือ Deep Tech เข้ามาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ก่อนขยายผลไปสู่ เกษตรคาร์บอนต่ำ การจัดการขยะเพื่อสร้างมูลค่า และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
อีกกลไกสำคัญคือการทดสอบแนวทางด้านกฎระเบียบผ่าน Regulatory Sandbox เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงและใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
สระบุรีแซนด์บ็อกซ์จึงสะท้อนให้เห็นว่า Green Transition ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว แต่ต้องปลดล็อกพร้อมกัน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
Technology — การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
Regulation — การปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
Supply Chain — ความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน
Capital Investment — เงินทุนรองรับการลงทุน

เมื่อองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านเดินไปพร้อมกัน จึงสามารถสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน และต่อยอดโมเดลไปสู่อุตสาหกรรมหรือพื้นที่อื่นได้
SCG ระบุถึง Saraburi Sandbox ว่า การลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหนักอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่ามีบทบาทและเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ภาครัฐที่ดูแลกฎและนโยบาย ภาคเอกชนที่นำเทคโนโลยีมาใช้ ไปจนถึงชุมชนที่มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับพื้นที่
ThaiBev ชู “Doing Good and Doing Well” สร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจด้วยเศรษฐกิจพอเพียง
ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev ที่มองว่า “ความยั่งยืนที่แท้จริง” คือความสามารถในการปรับตัวและตอบรับต่อความเปลี่ยนแปลง ทำให้ธุรกิจสามารถอยู่รอด ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือแนวคิด “Doing Good and Doing Well”
ThaiBev นำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ตั้งแต่วินัยทางการเงิน การวางแผนกลยุทธ์ ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยง
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือการ กระจายความเสี่ยงของ Portfolio จากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปสู่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และธุรกิจอาหาร เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากขึ้น
พร้อมกันนั้นยังสร้างภูมิคุ้มกันตลอด Supply Chain ผ่าน การใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ตามแนวทาง Circular Economy และการบริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนและผลกระทบจาก Climate Change
ขณะเดียวกัน ThaiBev ยังมุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ Business Ecosystem และคู่ค้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและมาตรฐานสากล เพื่อให้องค์กร คู่ค้า ชุมชน และสังคมสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Enabling Sustainable Growth” ของ ThaiBev ซึ่งประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG และการบริหารความเสี่ยง ขณะที่ในมิติสิ่งแวดล้อมองค์กรให้ความสำคัญกับพลังงาน การจัดการน้ำ บรรจุภัณฑ์ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการบริหาร Supply Chain
จาก ESG สู่ Business Strategy — “Sustainability is Business” เกมใหม่ของการแข่งขัน
หากนำมุมมองของทั้ง 6 ผู้นำมาต่อเป็นภาพเดียวกัน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกธุรกิจ นั่นคือ Sustainability กำลังเคลื่อนจาก “วาระด้านสิ่งแวดล้อม” เข้าสู่ “วาระด้านความสามารถในการแข่งขัน”
เพราะองค์กรที่อยู่รอดในโลกแห่งความผันผวน ไม่เพียงต้องลด Carbon Footprint แต่ต้องสามารถใช้ AI อย่างรับผิดชอบ รักษาความปลอดภัยของข้อมูล สร้าง Supply Chain ที่ยืดหยุ่น ช่วยให้ SME และคู่ค้าแข็งแรง เข้าถึง Sustainable Finance ลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และทำงานร่วมกับภาครัฐ ชุมชน และพันธมิตรในระดับ Ecosystem
True สะท้อนโจทย์การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ
CPF สร้าง Shared Resilience ไปตลอดห่วงโซ่คุณค่า
BJC เปลี่ยนความยั่งยืนจากต้นทุนให้เป็นการลงทุน
UOB ทำหน้าที่เชื่อมความยั่งยืนเข้ากับเงินทุน
SCG ทดลองโมเดล Green Transition ระดับเมืองและอุตสาหกรรม
ขณะที่ ThaiBev ใช้การบริหารความเสี่ยงและการกระจาย Portfolio สร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจควบคู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อม
ทั้งหมดสะท้อนแก่นเดียวกันของ “Sustainability is Business” ว่า ความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่ ความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงเงินทุน การใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ การสร้าง Resilience ให้ห่วงโซ่คุณค่า ไปจนถึงความร่วมมือในระดับ Ecosystem
ตั้งแต่ AI และ Sustainable Finance การยกระดับ SME การพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจและชุมชน ทุกแนวทางกำลังมุ่งไปยังโจทย์เดียวกัน นั่นคือการเปลี่ยน “Shock” ให้กลายเป็น “Shift” และเปลี่ยนความท้าทายของโลกให้เป็นโอกาสในการสร้าง เศรษฐกิจไทยที่แข่งขันได้ แข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

