กฟผ. ขยับเกม จาก “ลดคาร์บอน” สู่โอกาสสร้างรายได้ใหม่ ปักหมุด Decarbonization Solution หนึ่งในโจทย์การเติบโตขององค์กร พร้อมเร่งเปลี่ยนวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้า สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ตั้งแต่ Fly Ash–Geopolymer Concrete–Gypsum–CCUS ถึง Humic ดัน EGAT Green i เป็น Innovation Pipeline เชื่อมงานวิจัย Startup ภาคธุรกิจ และตลาด หวังสร้าง New Green S-Curve ควบคู่เป้าลด CO₂ Intensity 30% ภายในปี 2030 เทียบฐานปี 2564
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จากภารกิจผลิตไฟฟ้า ไปสู่การสร้าง Decarbonization Solution ที่มีโอกาสต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และ Business Model ใหม่
ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล หรือ “ดร.โอ” กรรมการ กฟผ. และรองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนทิศทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ในมิติของ กฟผ. มีการตั้งหนึ่งในตัวชี้วัดที่ต้องการให้มี รายได้จาก Decarbonization Solution เพิ่มขึ้น
นั่นหมายความว่า Decarbonization กำลังถูกขยับจาก “ภารกิจลดคาร์บอน” เข้าสู่พื้นที่ของ Business Opportunity
เพราะในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon Economy องค์กรที่สามารถสร้าง Solution ช่วยภาคธุรกิจลดคาร์บอนได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเข้าถึงตลาดใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
จาก “Cash Cow” สู่ New Green S-Curve โจทย์ใหญ่ธุรกิจยุค Net Zero
ศ.ดร.พิสุทธิ์ อธิบายผ่านแนวคิด Sustainability Business Practice ว่า ธุรกิจเดิมที่มีประสิทธิภาพสูง รายได้และกำไรดี เปรียบเสมือน “Cash Cow” ที่ยังสร้าง Productivity ให้กับองค์กร
แต่ปัญหาคือ ไม่มี Cash Cow ใดอยู่ได้ตลอดไป

ธุรกิจที่แข็งแรงในวันนี้ อาจไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างการเติบโตได้เหมือนเดิมในอีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่องค์กรและประเทศไทยต้องค้นหาจึงเป็น New Business Growth หรือ New Green S-Curve ที่สามารถเข้ามาเป็นเครื่องยนต์การเติบโตตัวใหม่
สำหรับ กฟผ. Decarbonization Solution จึงอาจเป็นหนึ่งในคำตอบ เพราะองค์กรไม่ได้มองเพียงรายได้จากการผลิตไฟฟ้า แต่ต้องการเพิ่มรายได้จาก Solution ด้านการลดคาร์บอน เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคต
ปลายทางของแนวคิดนี้ คือการทำให้ธุรกิจเดิมมี Productivity และรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุน GDP ขณะเดียวกันต้องทำให้ Greenhouse Gas หรือ GHG ของประเทศลดลงไปพร้อมกัน
พูดอีกอย่างคือ “GDP ต้องโต แต่ GHG ต้องลด”
และ Innovation จะเป็นตัวเชื่อมสองเป้าหมายเข้าด้วยกัน
20 ปี Fly Ash พิสูจน์โมเดล “ของเหลือ → รายได้ → ลดคาร์บอน”
ข้อมูลจาก กฟผ. ทำให้ภาพ Decarbonization Business ชัดเจนขึ้น เมื่อสิ่งที่องค์กรกำลังพยายามสร้างในวันนี้มี “ต้นแบบความสำเร็จ” เกิดขึ้นมาแล้ว
นั่นคือ Fly Ash หรือเถ้าลอยจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ปิยะนันท์ ชูฤทธิ์ หัวหน้ากองธุรกิจนวัตกรรมวัตถุพลอยได้ ฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน โครงการที่ 2 Sustainable Concrete กฟผ. กล่าวว่า จากเดิมที่เป็นวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้า งานวิจัยทำให้ Fly Ash สามารถถูกนำไปใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ ก่อนค่อยๆ พัฒนามาตรฐานและสร้างการยอมรับในตลาดตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เถ้าลอยถูกนำไปทดแทนปูนซีเมนต์มากกว่า 28 ล้านตัน และประเมินว่าเทียบเท่ากับการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ให้สัมภาษณ์ระบุด้วยว่าตัวเลขดังกล่าวควรตรวจสอบกับเอกสารข่าวทางการอีกครั้งก่อนนำไปใช้อ้างอิงเป็นตัวเลขสุดท้าย
แนวคิดสำคัญคือการนำ Fly Ash ที่ไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนซีเมนต์โดยตรง มาผสมกับ Activator ทราย น้ำ และหิน จนสามารถพัฒนาเป็นคอนกรีตที่มีความแข็งแรงได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นงานที่ กฟผ. พัฒนามาระยะหนึ่งแต่ยังไม่ได้ทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ
ความน่าสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่กับ Fly Ash ของ กฟผ. เท่านั้น
จากการหารือกับ ศ.ดร.ปริญญา จินดาประเสริฐ จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่าเทคโนโลยี Geopolymer สามารถประยุกต์ใช้กับ Waste ในท้องถิ่นได้ เช่น เถ้าแกลบจากโรงไฟฟ้าหรือภาคเกษตรกรรม นำมาผสมในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อสร้างวัสดุคอนกรีตใหม่
นี่ทำให้โมเดลธุรกิจเปลี่ยนจากการ “ขาย Fly Ash เป็น Raw Material” ไปสู่การสร้าง Value-added Solution
หากพัฒนาได้สำเร็จ โรงงานหรือชุมชนในพื้นที่ต่างๆ สามารถนำ Waste ของตนเองกลับมาเป็นวัตถุดิบ ลดการฝังกลบ ลดการเผา และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มี Carbon Footprint ต่ำลง
กฟผ. ทดลองใช้จริง เริ่มถนนแม่เมาะ–สถานี EleX ก่อนขยาย Application
สิ่งที่เพิ่มน้ำหนักให้ Geopolymer Concrete คือ เทคโนโลยีไม่ได้หยุดอยู่เพียงห้องทดลอง
กฟผ. เริ่มนำวัสดุไปทดลองซ่อมถนนภายในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งต้องรองรับรถบรรทุกเถ้าลอยและยิปซัมที่วิ่งผ่านอย่างต่อเนื่อง โดยจากการใช้งานพบว่ามีความแข็งแรงและทนทาน
จากนั้นมีการขยายการทดลองไปสู่พื้นที่อื่น รวมถึงการนำไปใช้ในพื้นที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EleX by EGAT เพื่อพิสูจน์การใช้งานจริง ก่อนมองไปยัง Application ที่หลากหลายขึ้น

EGAT Green i เปลี่ยนจาก “ประกวดไอเดีย” เป็น Prototype Factory
จุดนี้ทำให้บทบาทของ EGAT Green i ปีที่ 3 แตกต่างจากสองปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
สองปีแรก การแข่งขันเน้น Circular Innovation ในระดับแนวคิดเป็นหลัก ยังไม่มีการสร้าง Prototype ทำให้เมื่อจะนำแนวคิดไปใช้งานจริง ยังต้องเผชิญข้อจำกัดอีกหลายขั้นตอน ปีนี้ กฟผ. เพิ่มทุนสำหรับการพัฒนา Prototype เพื่อให้ทีมสามารถพิสูจน์ได้ว่า Solution สามารถสร้างและใช้งานได้จริง และหากประสบความสำเร็จก็สามารถขยาย Scale ต่อไปได้
โดยเฉพาะ Sustainable Concrete ที่ กฟผ. ดึงเข้ามาเป็นหนึ่งใน Track สำคัญ เพื่อค้นหา New Solution ที่มีทั้งความแข็งแรง ความยั่งยืน และ Carbon Footprint ต่ำ พร้อมผลักดันต่อไปสู่มาตรฐานและฉลากลดโลกร้อน
ดังนั้น EGAT Green i จึงเริ่มมีบทบาทคล้าย Innovation Pipeline
Idea → Prototype → Testing → Standard → Commercialization → Scale
ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ยังมีวัตถุพลอยได้อื่น เช่น Bottom Ash และ Gypsum ซึ่งสามารถนำไปสร้างมูลค่าต่อได้ โดยยิปซัมสังเคราะห์ที่เกิดจากกระบวนการ Flue Gas Desulfurization สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมซีเมนต์และคอนกรีตได
เตรียมต่อยอด Gypsum สู่ CCUS–Negative Carbon
อีก Technology Pipeline ที่น่าจับตาคือการนำ Gypsum ไปเชื่อมกับ CCUS – Carbon Capture, Utilization and Storage
นิลภา แพมณี หัวหน้ากองส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสิ่งแวดล้อม โครงการที่ 1 Circular Economy กฟผ. กล่าวว่า อยู่ระหว่างโครงการความร่วมมือกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีการทำ MOU แล้ว และได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นส่วนหนึ่ง เป้าหมายคือการใช้เทคโนโลยีดักจับ CO₂ และพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติด้าน Negative Carbon
หากโครงการดังกล่าวเดินไปถึง Commercial Scale ได้ จะขยายภาพ Decarbonization Solution ของ กฟผ. จาก Circular Economy ไปสู่เทคโนโลยีจัดการคาร์บอนโดยตรง
“Humic” อีกจิ๊กซอว์ จากเหมืองสู่เกษตร Low Carbon
นอกเหนือจากภาคก่อสร้าง กฟผ. ยังมีอีกหนึ่งงานวิจัยที่กำลังถูกต่อยอด คือ Humic ซึ่งสกัดจาก Leonardite หรือวัสดุที่เกิดจากการทำเหมือง
จากเดิมที่พบว่าพื้นที่ฟื้นฟูเหมืองแม่เมาะสามารถปลูกต้นไม้ได้ดี จึงนำไปสู่งานวิจัยและการสกัด Humic ให้มีความบริสุทธิ์ ก่อนทดลองใช้ในภาคเกษตรในลักษณะ Biostimulant และสารปรับปรุงดิน
กฟผ. ระบุว่า Pilot Plant หากเดินกำลังการผลิตเต็มระดับที่ออกแบบไว้ มีศักยภาพการผลิตประมาณ 100,000 ลิตรต่อเดือน แม้ปัจจุบันยังไม่ได้เปิดจำหน่ายทั่วไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ Humic เปิดโอกาสให้การต่อยอดนวัตกรรมของ กฟผ. ขยายจาก Energy และ Construction ไปสู่ Agriculture Solution
และสะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนจาก CSR ไปสู่ CSV – Creating Shared Value ที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนควบคู่กับการสร้างมูลค่าจากทรัพยากรขององค์กร
ปักหมุด CO₂ Intensity ลด 30% ปี 2030
ทั้งหมดนี้เดินคู่กับเป้าหมาย ESG ของ กฟผ. ซึ่งกำลังรวบรวมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลจากหลายหน่วยงานภายในองค์กรเข้ามาเชื่อมโยงภายใต้กรอบเดียวกัน
ด้าน Climate Action กฟผ. ตั้งเป้าลด CO₂ Intensity ในปี 2030 ลง 30% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 โดยเป็นการวัดความเข้มข้นของการปล่อย CO₂ เทียบกับการผลิตไฟฟ้า ไม่ใช่การลดจำนวนตันแบบ Absolute
โจทย์นี้ทำให้ Decarbonization Solution มีความหมายสองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง ช่วย กฟผ. ลด Carbon Intensity ของธุรกิจเดิม
อีกด้านหนึ่ง Solution ที่พัฒนาขึ้นสามารถต่อยอดไปช่วยภาคธุรกิจอื่นลดคาร์บอน และเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่
เปลี่ยน “ต้นทุน Net Zero” เป็น New Revenue
เมื่อนำภาพทั้งหมดมาต่อกัน ทิศทางของ กฟผ. จึงเริ่มชัดขึ้นว่า Decarbonization ไม่ได้มีปลายทางเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่กำลังสร้าง Innovation-to-Business Pipeline ขึ้นมาอีกเส้นหนึ่ง
เริ่มตั้งแต่ทรัพยากรและ By-product ที่องค์กรมีอยู่ → งานวิจัย → นวัตกรรม → Prototype → ทดลองใช้ภายใน กฟผ. → สร้างมาตรฐาน → เชื่อมพันธมิตรและตลาด → เพิ่มมูลค่า → พัฒนาเป็น Decarbonization Solution

