อว. ผนึก บพท. สร้าง “หุ้นส่วนความรู้” ขับเคลื่อน SDGs ขยายโมเดลวิจัยแก้จนเชิงพื้นที่ สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย ชุมชน และภาคีทุกภาคส่วน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
การแก้ปัญหาความยากจนของประเทศไทย กำลังเปลี่ยนผ่านจากการให้ความช่วยเหลือแบบรายโครงการ ไปสู่การใช้ “วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” ซึ่งเป็นกลไกกำหนดนโยบายสาธารณะที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พยายามขยายโมเดลวิจัยแก้จนเชิงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นแแนวทางการขับเคลื่อน ที่สะท้อนการขับเคลื่อน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของประเทศไทย โดยเฉพาะ เป้าหมายที่ 17 : Partnerships for the Goals ซึ่งทำหน้าที่สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย ผ่านการทำงานแบบบูรณาการ

แต่สาระสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนโครงการวิจัย หากอยู่ที่การสร้าง “ระบบหุ้นส่วนการพัฒนา (Development Partnership Ecosystem)” ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน ให้ร่วมกันออกแบบและแก้ไขปัญหาของพื้นที่บนฐานข้อมูลและองค์ความรู้เดียวกัน
การลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและยโสธรของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ไม่เพียงแค่ติดตามโครงการวิจัย แต่สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของ “มหาวิทยาลัย” จากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่การเป็น กลไกพัฒนาประเทศในระดับพื้นที่ (Area-based Development) ผ่านการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่วัดผลได้

SDGs17 ไม่ใช่แค่ “ความร่วมมือ” แต่คือโมเดลบริหารประเทศ
แม้โครงการวิจัยของ บพท. จะมุ่งแก้ปัญหาความยากจนเป็นหลัก แต่ในเชิงนโยบายกลับสะท้อนสาระสำคัญของ SDGs อย่างชัดเจน เพราะเป้าหมายนี้ไม่ได้หมายถึงความร่วมมือระหว่างประเทศเท่านั้น หากยังครอบคลุม การสร้างหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อระดมองค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และทรัพยากร มาขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกัน โดยเฉพาะเป้าหมายย่อย 17.16, 17.17 และ 17.18 ที่เน้นความร่วมมือหลายภาคส่วนด้านเทคดนโลยี และการใช้ข้อมูลคุณภาพในการกำหนดนโยบาย
โมเดลของ บพท. สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมโยงนักวิจัย มหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และชุมชน ให้ร่วมออกแบบแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ แทนการใช้มาตรการเดียวกันทั่วประเทศ

“มหาวิทยาลัย” จากผู้ผลิตงานวิจัย สู่หุ้นส่วนการพัฒนาประเทศ
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า กระทรวง อว. จะผลักดันให้ บพท. และเครือข่ายมหาวิทยาลัยร่วมกับภาคีในพื้นที่ พัฒนางานวิจัยที่สามารถยกระดับ ทุนดำรงชีพ 5 ด้าน ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนเศรษฐกิจ ทุนธรรมชาติ ทุนกายภาพ และทุนสังคม เพื่อให้ครัวเรือนยากจนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังได้ส่งมอบ 7 เทคโนโลยีที่เหมาะสม ให้แก่ 14 วิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะผู้ถ่ายทอดนวัตกรรมสู่ภาคการผลิตจริง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยไทยในฐานะ Knowledge Partner ที่ไม่ได้จบเพียงการผลิตผลงานวิชาการ แต่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาโมเดลธุรกิจชุมชน และสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

วิจัยเชื่อมสวัสดิการ สร้างนโยบายบนฐานข้อมูล
ในอีกมิติหนึ่ง กระทรวง พม. เตรียมนำข้อมูลและองค์ความรู้จากงานวิจัยของ บพท. ไปใช้ยกระดับระบบสวัสดิการ เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางมีความแม่นยำและเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงมากขึ้น
การเชื่อมโยงฐานข้อมูลวิจัยเข้ากับระบบสวัสดิการ ถือเป็นตัวอย่างของ Evidence-based Policy หรือการกำหนดนโยบายบนฐานข้อมูล ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนของงบประมาณ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร และทำให้การบริหารภาครัฐสามารถตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้ตรงจุด
บพท. ไม่ได้สร้างแค่งานวิจัย แต่สร้าง “ระบบการทำงานร่วมกัน”
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. อธิบายว่า ความสำเร็จของโมเดลวิจัยแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการ แต่เกิดจากการสร้างกลไกที่ทำให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง
กระบวนการทำงานเริ่มตั้งแต่การค้นหาและตรวจสอบข้อมูลครัวเรือนยากจน การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อออกแบบแนวทางแก้ไข การเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสวัสดิการ การพัฒนาโมเดลที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ก่อนส่งต่อผลลัพธ์เข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น แผนจังหวัด และนโยบายระดับประเทศ พร้อมติดตามผลการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่ บพท. ทำคือการสร้างระบบที่ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลเดียวกัน ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน และเห็นผลลัพธ์ร่วมกัน การแก้ปัญหาความยากจนจึงไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วน”
แนวคิดนี้ทำให้บทบาทของ บพท. ขยายจากการเป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัย ไปสู่การเป็น แพลตฟอร์มกลางของการบูรณาการองค์ความรู้ นโยบาย และการปฏิบัติ

โมเดล บพท. กับการบริหารประเทศไทยยุคใหม่
ดร.กิตติ กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่เป็นการพัฒนา “Area Sandbox แก้จน” ที่บูรณาการการทำงานร่วมกันของภาครัฐ มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน โดยมีระบบข้อมูลที่สามารถตรวจสอบ (Verify) ได้จริงในระดับครัวเรือน
เช่น จังหวัดยโสธร พบประชาชนกลุ่มเปราะบางกว่า 20,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 8,000 คน เป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ซึ่งสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งการขาดโอกาสทางการศึกษา การดูแลผู้สูงอายุ และการขาดรายได้ที่มั่นคง
ข้อมูลดังกล่าวได้ถูกส่งต่อเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบาย โดยรองนายกรัฐมนตรีรับหลักการและเตรียมผลักดันให้ขยายผลผ่านกลไกของ 5 กระทรวงหลัก เพื่อยกระดับการแก้ปัญหาความยากจนในระดับประเทศ
ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี บพท. ได้พัฒนา “โมเดลวิจัยแก้จน” ในพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ผ่านกระบวนการ 6 ขั้นตอน ตั้งแต่การค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลคนจน การส่งต่อเข้าสู่ระบบสวัสดิการ การพัฒนาโมเดลเฉพาะพื้นที่ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผลสำเร็จเข้าสู่แผนท้องถิ่น แผนจังหวัด และนโยบายระดับประเทศ
แนวทางนี้สอดคล้องกับการขับเคลื่อน SDG Localization ของประเทศไทย ที่มุ่งนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนลงสู่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น ผ่านการบูรณาการของทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาเกิดขึ้นจากบริบทของพื้นที่จริง
โมเดลของ บพท. สะท้อนแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ที่เรียกว่า Partnership Governance หรือการบริหารบนฐานความร่วมมือ ซึ่งกำลังได้รับความสำคัญในหลายประเทศ เพราะปัญหาที่ซับซ้อน เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือสังคมสูงวัย ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกลไกของหน่วยงานเดียว

การมีมหาวิทยาลัยเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ หน่วยงานรัฐเป็นผู้กำหนดนโยบาย ท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อน ภาคเอกชนเป็นผู้ต่อยอดทางเศรษฐกิจ และชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา คือโครงสร้างของ “หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา” ตามเจตนารมณ์ของ SDG 17
จาก “งานวิจัย” สู่ “ระบบบริหารประเทศ”
สาระสำคัญของการขับเคลื่อนครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การขยายผลโครงการวิจัย แต่คือการวางรากฐาน รูปแบบการบริหารประเทศที่ใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือเป็นศูนย์กลาง
เมื่อมหาวิทยาลัยทำหน้าที่สร้างองค์ความรู้ หน่วยงานรัฐใช้ข้อมูลในการออกแบบนโยบาย ชุมชนร่วมพัฒนาโมเดลที่เหมาะกับพื้นที่ และภาคีเครือข่ายร่วมสนับสนุนทรัพยากร ประเทศจะสามารถเปลี่ยนการแก้ปัญหาความยากจนจากการ “เยียวยา” ไปสู่การ “สร้างศักยภาพ” ได้อย่างยั่งยืน

การพัฒนาขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือ การแก้ปัญหาความยากจนจึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างศักยภาพให้คนและชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
นี่คือหัวใจของ SDGs ที่ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้าน “ความร่วมมือ” แต่เป็นกรอบการบริหารการพัฒนาที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อให้การบรรลุเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นพร้อมกัน และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่เชื่อมเป้าหมาย SDGs เข้ากับแผนพัฒนาของประเทศอย่างเป็นระบบ
การทำงานของ อว. และ บพท. ในวันนี้ ไม่ใช่แค่นโยบายด้านวิจัย แต่กำลังสะท้อน โมเดลการบริหารประเทศยุคใหม่ ที่ใช้ “หุ้นส่วนการพัฒนา” เป็นกลไกขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเชื่อมงานวิจัยกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ความแตกต่างของโมเดลต้นแบบนี้ คือการใช้ข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา ไม่ใช่การดำเนินโครงการแบบภาพรวมเหมือนที่ผ่านมา หลังจากระบุตัวครัวเรือนเป้าหมายแล้ว ข้อมูลจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละมิติ เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการเร่งด่วน ก่อนเชื่อมต่อไปสู่การศึกษา การพัฒนาอาชีพ การสร้างรายได้ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว

