การบินไทย -บางจาก ผนึกกำลัง เสริมศักยภาพการสร้างห่วงโซ่อุปทาน SAF ภายในประเทศไทย ประเดิมเชื้อเพลิง HEFA-SPK SAF เที่ยวบิน TG409 เส้นทางกรุงเทพฯ–สิงคโปร์ ตอบโจทย์มาตรการลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินโลก
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งมอบ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่ผลิตในประเทศไทยให้แก่เที่ยวบินของ การบินไทย เป็นครั้งแรก ไม่ได้เป็นเพียงความร่วมมือระหว่างสององค์กร แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าห่วงโซ่อุปทานด้านเชื้อเพลิงการบินของไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ตอบโจทย์มาตรการลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมการบินโลก
เที่ยวบิน TG409 เส้นทางกรุงเทพฯ–สิงคโปร์ ซึ่งเติมเชื้อเพลิง HEFA-SPK SAF จากโรงกลั่นบางจาก พระโขนง สะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการผลิตและใช้ SAF ภายในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Net Zero ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสายการบินทั่วโลก

ไทยก้าวสู่ผู้ผลิต SAF เชิงพาณิชย์ หนุนความสามารถแข่งขันอุตสาหกรรมการบิน
จุดเปลี่ยนสำคัญของครั้งนี้อยู่ที่การนำ HEFA-SPK SAF ซึ่งผลิตในประเทศไทยมาใช้กับเที่ยวบินพาณิชย์เป็นครั้งแรก โดยเชื้อเพลิงดังกล่าวผลิตจากโรงงานแบบ Stand Alone 100% แห่งแรกของประเทศ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง
โรงงานเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือน พฤษภาคม 2569 มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 ล้านลิตรต่อวัน ใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบหลัก และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISCC CORSIA และ ISCC EU ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยเริ่มมีศักยภาพในการสร้างห่วงโซ่อุปทาน SAF ภายในประเทศ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริงกับสายการบินเชิงพาณิชย์
SAF “เชื้อเพลิงแห่งอนาคต” ของสายการบิน
อุตสาหกรรมการบินเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด เนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์ยังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้าได้ในระยะสั้น
HEFA-SPK SAF ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ สูงสุดประมาณ 80% ตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานแบบดั้งเดิม จึงถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งานมากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม
หลายประเทศเริ่มกำหนดสัดส่วนการใช้ SAF เป็นข้อบังคับ ส่งผลให้สายการบินทั่วโลกต้องเร่งจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงที่มีเสถียรภาพทั้งด้านปริมาณและราคา

การขยับของบางจากส่งผลต่ออุตสาหกรรม
1. ประเทศไทยเริ่มสร้างห่วงโซ่อุปทาน SAF ครบวงจร
การส่งมอบเชื้อเพลิงครั้งนี้ไม่ได้อาศัยเพียงโรงงานผลิตเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงผู้เล่นหลายภาคส่วน ได้แก่
- โรงกลั่นบางจาก พระโขนง
การเชื่อมต่อระบบตั้งแต่การผลิต ขนส่ง จัดเก็บ และเติมเชื้อเพลิงเข้าสู่เครื่องบิน ถือเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการขยายการใช้ SAF ในอนาคต

เพิ่มโอกาสลดการนำเข้าเชื้อเพลิงยั่งยืน
หากประเทศไทยสามารถผลิต SAF ได้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศในระยะยาว พร้อมเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบหมุนเวียน เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ซึ่งเดิมมีมูลค่าทางเศรษฐกิจจำกัด
การเดินหน้าของบางจากอาจเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการด้านพลังงานรายอื่นเร่งลงทุนในธุรกิจ SAF เพื่อรองรับอุปสงค์ที่มีแนวโน้มเติบโตจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรปและเอเชียที่เริ่มกำหนดสัดส่วนการใช้ SAF อย่างต่อเนื่อง
นโยบายภาครัฐยังเป็นตัวแปรสำคัญของตลาด SAF
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก กล่าวว่า แม้หลายประเทศมีแนวทางแตกต่างกัน แต่ข้อสรุปร่วมกันคือ ตลาด SAF จะเติบโตได้ก็ต่อเมื่อการลงทุนของภาคเอกชนเดินควบคู่กับนโยบายภาครัฐที่มีความชัดเจน
“ผู้ผลิตต้องมองเห็นความต้องการของตลาด ขณะที่ผู้ใช้ต้องมีความมั่นใจเรื่องปริมาณ ราคา และเงื่อนไขการใช้ SAF หากประเทศไทยกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาการใช้ SAF อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า การขยายตลาด SAF ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนและความชัดเจนด้านกฎระเบียบ เพื่อให้เกิดการลงทุนในระยะยาว
การบินไทยมอง SAF เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการบินอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตเชื้อเพลิง ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล ไปจนถึงสายการบิน
การนำ SAF ที่ผลิตในประเทศไทยมาใช้ครั้งนี้ จึงสะท้อนศักยภาพของประเทศในการพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบิน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในระยะยาว
มาตรฐาน ISCC CORSIA และ ISCC EU
การเริ่มใช้ SAF ที่ผลิตในประเทศ ถือเป็นมากกว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Supply Chain ด้านเชื้อเพลิงการบินคาร์บอนต่ำ ที่เชื่อมโยงภาคพลังงาน การบิน และโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ ต้นทุนการผลิต และความสามารถในการเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของสายการบิน ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้วัดว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิต SAF ระดับภูมิภาคได้มากน้อยเพียงใด

