TOA เดินเกมใหญ่ด้านความยั่งยืน ผนึกพันธมิตรตลอด Value Chain ชูเวที “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” ยกระดับ Green Product สู่ Green Partner สร้าง Green Ecosystem รับเทรนด์ Sustainable Construction พร้อมดันอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ Green Building, Net Zero และ Nature Positive
จาก Sustainability ขององค์กร สู่พลังทั้งอุตสาหกรรม
บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมสีและวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกของไทย ผ่านการจัดงาน “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” ผนึกกำลังพันธมิตร Green Partner เพื่อยกระดับ Sustainability จาก “เป้าหมายขององค์กร” ไปสู่ “พลังความร่วมมือของทั้งอุตสาหกรรม” เปิดโอกาสให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการอาคาร โรงพยาบาล ศูนย์การค้า ตลอดจนกลุ่มบริหารนิติบุคคลอาคารชุด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางการพัฒนาอาคารที่ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีผลักดันให้เกิดการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับมาตรฐาน Green Building และสร้างระบบนิเวศการก่อสร้างที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับโลกอย่างยั่งยืน
แนวคิดสำคัญของ TOA คือ “ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนใดคนหนึ่ง” แต่จำเป็นต้องเกิดจากการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อสร้างระบบนิเวศการก่อสร้างที่คำนึงถึงผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของอาคาร และนำไปสู่การเติบโตอย่างสมดุลของอุตสาหกรรมไทย

CEO TOA ชี้ “อาคารที่ดี” ยุคใหม่ ต้องคิดถึงสิ่งแวดล้อมตลอด Life Cycle
จตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้างอาคารที่ดีในบริบทของโลกยุคใหม่ ไม่ได้วัดจากความสวยงาม ความแข็งแรง หรือประสิทธิภาพในการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ กระบวนการก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้งานตลอดอายุของอาคาร
Sustainability Commitment เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักขององค์กร และเดินหน้าภายใต้นโยบาย GREEN MISSION ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลด Carbon Footprint ในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการทรัพยากร ตลอดจนการทำงานร่วมกับคู่ค้าและพันธมิตรใน Value Chain โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050
TOA ต้องการก้าวไปสู่การเป็น Partner ที่ช่วยสนับสนุนคู่ค้าและทุกภาคส่วน ให้สามารถพัฒนาโครงการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากอนาคตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง จำเป็นต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนและทุกฝ่ายใน Value Chain
“TOA BETTER FUTURE TOGETHER เป็นก้าวเริ่มต้นสำคัญที่เราอยากชวนพันธมิตรทุกภาคส่วนมาร่วมกันสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ดีกว่า เราหวังว่างานนี้จะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และที่สำคัญคือการนำ Sustainability ไปสู่การปฏิบัติจริงในโครงการต่างๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกคนใน Value Chain เดินหน้าไปด้วยกัน”

าก Green สู่ Net Zero และ Nature Positive
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Future Trends in Sustainable Construction and Better Living” โดย ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการบริหาร สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ซึ่งถ่ายทอดมุมมองต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลก ตลอดจนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องเตรียมพร้อมรับมือ
ดร.เบญจมาส กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง TEI และ TOA ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2540 เมื่อ TOA ได้รับการรับรองฉลากเขียวจาก TEI เป็นครั้งแรก ก่อนพัฒนาความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง TEI มีบทบาทในการพัฒนามาตรฐานและให้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม รวมถึงฉลากเขียวและ EPD (Environmental Product Declaration) ตลอดจนการประเมิน Carbon Footprint เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าเชื่อถือสำหรับประกอบการตัดสินใจ
3 วิกฤตสิ่งแวดล้อม ธุรกิจ–อสังหาฯ ต้องเตรียมรับมือ
สำหรับทิศทางสิ่งแวดล้อมโลก ดร.เบญจมาส ชี้ว่า ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือกับ 3 วิกฤตสำคัญ ได้แก่
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
- การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
- ปัญหามลพิษ (Pollution)
วิกฤตทั้งสามด้านกำลังส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ และการใช้พลังงาน ไปจนถึงความสามารถของอาคารในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก หรือน้ำท่วม
ขณะเดียวกัน แนวคิดความยั่งยืนกำลังเคลื่อนจาก Zero Waste และ Net Zero ไปสู่ Nature Positive ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ธุรกิจต้องสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกและมีส่วนฟื้นฟูคุณค่าของธรรมชาติด้วย
องค์กรจึงควรปรับเปลี่ยนทั้งระบบ โดยเริ่มจากการ “หลีกเลี่ยง ลด และปรับเปลี่ยน” การใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ก่อนพิจารณาการรีไซเคิลหรือการแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง
สำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง แนวคิด Sustainable Construction ต้องก้าวไปไกลกว่าความมั่นคง ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน โดยต้องพิจารณาผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของอาคาร ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุ การใช้ทรัพยากรและพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการออกแบบอาคารให้สามารถรองรับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และเอื้อต่อการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต

TOA ขยับจาก Green Product สู่ Green Partner
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญถูกถ่ายทอดผ่านหัวข้อ “TOA: Leading the Way Towards a Greener Future” โดย นพคุณ ปัญญาเสริมสุข Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมของ TOA ที่มุ่งตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ควบคู่กับการสนับสนุน SDGs
หัวใจอยู่ที่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลด Carbon Footprint และเพิ่มทางเลือกวัสดุก่อสร้างที่รองรับมาตรฐานอาคารเขียวและความต้องการของตลาดยุคใหม่ โดยล่าสุด TOA มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก Environmental Product Declaration (EPD) จำนวน 33 รายการ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในระบบงานสีอย่างหลากหลาย ทั้งสีทาอาคาร สีทาโลหะ และสีทาฝ้า รวมถึงครอบคลุมทุกขนาดบรรจุของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง
ส่งผลให้ TOA มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ EPD ในระบบงานสีครอบคลุมมากกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ทั้งในด้านประเภทการใช้งานและทางเลือกของขนาดบรรจุ ขณะที่ความครบถ้วนของขนาดบรรจุยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกวัสดุให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละโครงการมากขึ้น
EPD จาก “ฉลากสิ่งแวดล้อม” สู่ข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
EPD เปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ โดยอ้างอิงผลการประเมินผลกระทบตลอดวงจรชีวิต หรือ Life Cycle Assessment (LCA) ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นนี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ Developer และ Owner ต้องรับมือกับความคาดหวังที่สูงขึ้นจากผู้บริโภค นักลงทุน รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น
ดังนั้น EPD จึงไม่ได้เป็นเพียง “ฉลาก” แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับการเลือกวัสดุ จากเดิมที่พิจารณาเพียงคุณสมบัติและราคา ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐาน Environmental Data พร้อมสนับสนุน Green Procurement และการพัฒนา Green Building ให้เกิดขึ้นจริง
TOA ชู CFP 313 รายการ–CFR 131 รายการ เดินหน้าลด Carbon Footprint
TOA ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับฉลากเขียวต่อเนื่องมากกว่า 25 ปี และผ่านการรับรองจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ครอบคลุมทั้งฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร หรือ CFO, ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ หรือ CFP จำนวน 313 รายการ และฉลากลดโลกร้อน หรือ CFR จำนวน 131 รายการ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความพยายามในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ
สร้าง “Green Ecosystem” เชื่อมทั้ง Value Chain ก่อสร้างไทย
อย่างไรก็ตาม หัวใจของ TOA BETTER FUTURE TOGETHER ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้าง “Green Ecosystem” ที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ตั้งแต่ Owner, Developer, Architect, Designer, Purchaser, Contractor, Real Estate Project Owner, Property Management Company ไปจนถึง Manufacturer และ Supplier
เนื่องจากทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การออกแบบ การกำหนด Material Specification การจัดซื้อ ไปจนถึงการเลือกวัสดุและ Supplier ล้วนมีส่วนกำหนด Environmental Footprint ของโครงการในท้ายที่สุด
แนวคิดดังกล่าวจึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ TOA จากผู้พัฒนา “Green Product” สู่ “Green Partner” ที่พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทางของโครงการ และสามารถต่อยอดไปสู่การบริหารจัดการอาคารและการใช้ชีวิตของผู้คนในระยะยาว
เพราะ “อาคารแห่งอนาคต” ไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยหรือประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สร้าง Better Living ควบคู่กับการลดผลก

