ไทยเบฟ บูรณาการหลัก ESG เข้ากับกลยุทธ์การระดมทุนของบริษัท รับสินเชื่อ SLL 6,500 ล้านบาทจากกรุงศรี พร้อมตั้งเป้าหมายด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ได้รับการรับรองจาก SBTi
ไทยเบฟได้รับการสนับสนุน สินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan: SLL) วงเงิน 6,500 ล้านบาท จากธนาคารกรุงศรี นับเป็นความร่วมมือครั้งที่ 3 ที่เชื่อมต้นทุนทางการเงินเข้ากับผลการดำเนินงานด้าน ESG มากกว่าการเป็นเพียงแหล่งเงินทุนขององค์กร
ต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การได้รับสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ถือเป็นการผสานความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์การระดมทุน โดยการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน (SPTs) ที่สอดคล้องกับแนวทางของ Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำหนดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจ ที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถวัดผลได้ ควบคู่กับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า “การเงินเพื่อความยั่งยืน” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของบริษัทขนาดใหญ่ โดยต้นทุนการกู้ยืมจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเป็นแนวโน้มที่ธุรกิจไทยในหลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัวตามในระยะต่อไป

ไม่ใช่แค่เงินทุน แต่เป็น “แรงจูงใจทางการเงิน”
ไทยเบฟได้รับสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (SLL) จากธนาคารกรุงศรี วงเงิน 6,500 ล้านบาท โดยมี กรุงศรี และ MUFG ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน (Joint Sustainability Structuring Advisors)
ธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนเป็น ครั้งที่ 3 หลังจาก
- ปี 2567 วงเงิน 10,000 ล้านบาท
- ปี 2568 วงเงิน 5,000 ล้านบาท
- ปี 2569 วงเงิน 6,500 ล้านบาท
รวมวงเงินสนับสนุนตลอด 3 ปีอยู่ที่ 21,500 ล้านบาท
จุดสำคัญของสินเชื่อประเภทนี้คือ อัตราดอกเบี้ยไม่ได้คงที่ แต่จะปรับตามความสามารถของบริษัทในการบรรลุ Sustainability Performance Targets (SPTs) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทำให้ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมมีผลต่อ “ต้นทุนทางการเงิน” โดยตรง
เป้าหมาย ESG ที่ถูกผูกกับต้นทุนการเงิน
ไทยเบฟกำหนดตัวชี้วัดหลักไว้ 2 ด้าน ได้แก่
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 ลง 42% ภายในปี 2573 เทียบกับปีฐาน 2566
- เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน
- เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 50% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ภายในปี 2573
เป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรองจาก Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำหนดเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจ
ทำไม SLL จึงต่างจากสินเชื่อทั่วไป
หัวใจของ Sustainability-Linked Loan (SLL) คือ การเชื่อมโยงต้นทุนทางการเงินเข้ากับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน
กล่าวคือ หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายด้าน ESG ตามที่ตกลงไว้ ก็อาจได้รับเงื่อนไขด้านดอกเบี้ยที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ต้นทุนทางการเงินก็อาจสูงขึ้น
โมเดลนี้กำลังได้รับความนิยมในตลาดทุนโลก เพราะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกทางการเงิน แทนการพึ่งพาแรงกดดันจากกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว
สัญญาณใหม่ของตลาดการเงินไทย
การที่ไทยเบฟและกรุงศรีเดินหน้าทำธุรกรรม SLL ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มีนัยสำคัญมากกว่าการจัดหาเงินทุนของบริษัทแห่งหนึ่ง
1. ESG กลายเป็นปัจจัยด้านต้นทุนธุรกิจ
เดิม ESG มักถูกมองเป็นประเด็นด้านภาพลักษณ์องค์กร แต่ปัจจุบันกำลังเชื่อมโยงกับต้นทุนการระดมทุนโดยตรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายที่สามารถวัดผลและตรวจสอบได้
2. สถาบันการเงินแข่งขันด้าน Sustainable Finance
การปล่อยสินเชื่อที่ผูกกับตัวชี้วัด ESG สะท้อนการแข่งขันของธนาคารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้าน Sustainable Finance เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่
3. ห่วงโซ่อุปทานอาจได้รับแรงกดดันมากขึ้น
เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ซัพพลายเออร์และคู่ค้าตลอดห่วงโซ่อุปทานมีแนวโน้มต้องยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
กรอบการระดมทุนได้รับการตรวจสอบจากผู้ประเมินอิสระ
ต้องใจ ระบุว่า ได้แต่งตั้ง Morningstar Sustainalytics จัดทำรายงาน Second Party Opinion (SPO) เพื่อประเมินว่า Sustainability-Linked Finance Framework สอดคล้องกับหลักการ
- Sustainability-Linked Loan Principles (SLLPs)
- ตัวชี้วัด (KPIs)
- เป้าหมายด้านความยั่งยืน (SPTs)
มีความเหมาะสม มีนัยสำคัญ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงรูปธรรมภายใต้กลยุทธ์ ESG ของบริษัท
ประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสนับสนุนสินเชื่อครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือในการผลักดันการเงินเพื่อความยั่งยืน พร้อมนำเสนอโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถบูรณาการหลัก ESG เข้ากับกลยุทธ์องค์กรและรับมือกับความท้าทายด้านความยั่งยืนในระยะยา
การได้รับสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืนวงเงิน 6,500 ล้านบาทของไทยเบฟสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดการเงินไทย จากการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เพียงอย่างเดียว ไปสู่การประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่สามารถวัดผลได้จริง
หากแนวโน้มดังกล่าวขยายตัวต่อเนื่อง การเงินเพื่อความยั่งยืนอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการระดมทุนในภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องแข่งขันทั้งด้านต้นทุน ความสามารถในการเข้าถึงเงินทุน และความคาดหวังของนักลงทุนต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

