Eco Island กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยว หลังเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวกว่า 700,000 คนต่อปี ต้องรับมือกับปริมาณขยะเฉลี่ย มากกว่า 30 ตันต่อวัน
ความน่าสนใจของโครงการไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การใช้ ข้อมูล (Data) และ การมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นเครื่องมือบริหารจัดการทรัพยากรในระยะยาว ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบให้พื้นที่ท่องเที่ยวอื่นของไทย
ปัญหาขยะบนเกาะท่องเที่ยวกำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจ
เกาะเต่าเป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำและท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่มากกว่า 700,000 คนต่อปี รายได้จากการท่องเที่ยวจึงเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวทำให้ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย มากกว่า 30 ตันต่อวัน ขณะเดียวกันยังมีขยะพลาสติกที่ถูกกระแสน้ำพัดเข้าสู่พื้นที่ในบางฤดูกาล ส่งผลให้การจัดการขยะกลายเป็นต้นทุนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมรับผิดชอบ

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนความท้าทายของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลหลายแห่ง ซึ่งไม่ใช่เพียงการจัดการขยะปลายทาง แต่รวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และคนในพื้นที่
จากเวทีแข่งขันเยาวชน สู่แพลตฟอร์มใช้งานจริง
Eco Island มีจุดเริ่มต้นจากโครงการ Hack the Island ที่บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาร่วมออกแบบแนวทางแก้ปัญหาขยะบนเกาะเต่า
โครงการนี้มีผู้สมัครกว่า 130 คน รวม 53 ทีม มีการคัดเลือก 15 ทีม เข้า Bootcamp โดยทีม Aqua Shield ได้รับรางวัลชนะเลิศจากแนวคิด Eco Island
หลังการแข่งขัน บริษัทได้สนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชันต่อยอดสู่การใช้งานจริง ทั้งด้านงบประมาณ การพัฒนาเทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือกับสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะเต่า ชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้แพลตฟอร์มตอบโจทย์การใช้งานจริงมากกว่าการเป็นเพียงต้นแบบเชิงแนวคิด

Eco Island ทำอะไรได้มากกว่าการแจ้งจุดทิ้งขยะ
ในระยะนำร่อง Eco Island ถูกพัฒนาให้เป็น One-stop Platform สำหรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนบนเกาะเต่า
สำหรับฟังก์ชันหลักของแพลตฟอร์ม
- แนะนำจุดทิ้งขยะและจุดรับรีไซเคิล
- อัปโหลดภาพการจัดการขยะหลังใช้งาน
- รวมข้อมูลสถานที่ด้านความยั่งยืนกว่า 14 แห่ง
- แนะนำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม
- เชื่อมโยงร้านค้า วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น
- สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู (Regenerative Tourism)
ข้อมูลจากผู้ใช้งานยังถูกนำมาวิเคราะห์แนวโน้มปัญหาขยะ เพื่อช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถวางแผนจัดการพื้นที่ที่มีปัญหาได้จากข้อมูลจริง แทนการอาศัยการประเมินหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว
ข้อมูลกำลังกลายเป็นทรัพยากรใหม่ของการท่องเที่ยว
ที่ผ่านมา การจัดการแหล่งท่องเที่ยวมักอาศัยงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบเก็บขยะหรือโรงกำจัดขยะ แต่ Eco Island แสดงให้เห็นแนวทางใหม่ คือการใช้ Data Platform เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและการเกิดขยะ ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจมีความแม่นยำมากขึ้น
หากโมเดลนี้พิสูจน์ผลลัพธ์ได้ในระยะยาว อาจกลายเป็นแนวทางที่เมืองท่องเที่ยวอื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้ช่องทางแข่งขันใหม่
สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก การเข้าร่วมแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์ร้านค้า แต่เป็นโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั่วโลก และมักใช้จ่ายกับกิจกรรมที่มีคุณค่าทางสังคมมากกว่าการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม
โครงการนี้สะท้อนแนวโน้มที่บริษัทเอกชนเริ่มเชื่อมกลยุทธ์ ESG และ Circular Economy เข้ากับการพัฒนาพื้นที่จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเฉพาะการลดผลกระทบขององค์กร การลงทุนในแพลตฟอร์มที่เปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม อาจช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องกว่า เนื่องจากคนในพื้นที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และพัฒนาโครงการได้ด้วยตนเอง
ในมุมมองของทีมผู้พัฒนา เตวิชชา วงศ์เดิม ตัวแทนทีม Aqua Shield — วันที่ขึ้นไปรับรางวัล เราดีใจมากครับ แต่วันที่ได้เห็น Eco Island ถูกนำมาใช้จริงบนเกาะเต่า มันเป็นความภูมิใจอีกแบบหนึ่ง เพราะเรารู้ว่าไอเดียเล็ก ๆ ของนักเรียน สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนจริง

นวีนสุดา กระบวนรัตน์ รองประธานร่วมฝ่ายสื่อสารองค์กรและความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนควบคู่กับการพัฒนาชุมชน โดยมองว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนสามารถเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงและต่อยอดองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
รำลึก อัศวชิน นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะเต่า ระบุว่า การพัฒนาแพลตฟอร์มเปิดรับข้อเสนอจากคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ Eco Island พัฒนาไปตามความต้องการของชุมชน และทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ชุมชน เยาวชน และนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน
ด้านผู้ประกอบการท้องถิ่น สุดใจ บุญสุข เจ้าของร้าน CoCo Tie Dye Koh Tao กล่าวว่า หลังเข้าร่วม Eco Island ธุรกิจสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวที่สนใจเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชนมากขึ้น พร้อมมองว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ นักท่องเที่ยวเริ่มตั้งคำถามว่า “จะช่วยดูแลเกาะได้อย่างไร” มากกว่าการเดินทางมาเพื่อพักผ่อนเพียงอย่างเดียว
ก้าวต่อไปของ Eco Island
ล่าสุด Eco Island ถูกนำเสนอเป็นกรณีศึกษาในงาน Thailand Sustainable Islands Tourism Symposium ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์วันมหาสมุทรโลก โดยมีตัวแทนจากเกาะกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน
ภายในงาน อินโดรามา เวนเจอร์ส จัดกิจกรรม “New Waves” เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนระหว่างชุมชนและภาคธุรกิจ พร้อมนำโมเดล Eco Island มาเป็นตัวอย่างของการพัฒนานวัตกรรมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างเยาวชน ภาคเอกชน และชุมชน

แม้ Eco Island จะเป็นโครงการที่เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาขยะของเกาะเต่า แต่สาระสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนบทบาทของ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ให้กลายเป็น “ผู้ร่วมบริหารจัดการ”
ในเชิงธุรกิจ นี่สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่การแข่งขันอาจไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนผู้มาเยือน แต่รวมถึงความสามารถในการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพผ่านข้อมูลและการมีส่วนร่วมของชุมชน
หากโมเดลนี้สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ด้านการลดปริมาณขยะหรือเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ก็มีโอกาสขยายสู่เกาะและเมืองท่องเที่ยวอื่นของไทย ซึ่งกำลังเผชิญโจทย์เดียวกันจากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว

