กลุ่มธุรกิจ TCP สนับสนุนอุปกรณ์ด้านจักษุวิทยาให้กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพิ่มศักยภาพการรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง สะท้อนประเด็นสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย คือการเข้าถึงบริการเฉพาะทางที่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร เครื่องมือ และระยะทาง
นอกจากการเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาแล้ว ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนแนวโน้มที่องค์กรธุรกิจเริ่มวัดผลลัพธ์ของการดำเนินงานด้านสังคมจาก “ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง” มากกว่ามูลค่าการบริจาคเพียงอย่างเดียว
การมองเห็นไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของครัวเรือน
การสูญเสียการมองเห็นไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพของผู้ป่วย แต่ยังกระทบต่อศักยภาพในการทำงาน รายได้ของครอบครัว และภาระการดูแลระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ห่างจากศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง
นพ.คณินท์ เหลืองสว่าง หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งรับผิดชอบการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ระบุว่า ผู้ป่วยจำนวนมากยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการรักษาโรคตา ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ระยะเวลาการเดินทางหลายชั่วโมง รวมถึงการต้องมีญาติพามาพบแพทย์ ส่งผลให้ครอบครัวสูญเสียทั้งเวลาและรายได้

“คนไข้หลายคนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ต้องนั่งรถมา 4-5 ชั่วโมง บางคนต้องเช่ารถมาเพราะขับเองไม่ได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จึงต้องมีคนพามาด้วย หมายความว่ากระทบทั้งคนไข้และครอบครัว”
เครื่องมือแพทย์ คือการลงทุนเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการรักษา
TCP สนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านจักษุวิทยาให้กับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคตา
แม้ว่าค่ารักษาของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้สิทธิการรักษาของภาครัฐ แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่ “ศักยภาพของระบบบริการ” ซึ่งประกอบด้วยจำนวนแพทย์เฉพาะทาง เครื่องมือ และกำลังรองรับผู้ป่วย
โรคที่พบเป็นประจำ ได้แก่ ต้อกระจก เบาหวานขึ้นจอประสาทตา ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม หลายโรคสามารถชะลอหรือป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
กรณีศึกษาที่สะท้อนผลลัพธ์ของการเข้าถึงการรักษา
นพ.คณินท์ ระบุว่า สิ่งที่สร้างแรงจูงใจในการทำงานคือการได้เห็นผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง โดยยกตัวอย่างผู้ป่วยสูงอายุรายหนึ่งที่สูญเสียการมองเห็นมาหลายปี ก่อนเข้ารับการรักษาและสามารถกลับมามองเห็นได้ดีขึ้น
“คุณยายบอกว่า อยู่มาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นหน้าหลานชัด ๆ เลย ว่าหลานหน้าตาน่ารักขนาดนี้”
กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า การรักษาโรคตาไม่ได้หมายถึงเพียงการฟื้นฟูการมองเห็น แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงาน ดูแลตัวเอง และลดภาระของสมาชิกในครอบครัว

เพิ่มมูลค่า CSR สู่ Social Impact ที่วัดผลได้
การสนับสนุนเครื่องมือแพทย์แตกต่างจากการบริจาคทั่วไป เนื่องจากเป็นการเพิ่ม “ขีดความสามารถ” (Capacity Building) ให้กับระบบสาธารณสุข ส่งผลต่อผู้ป่วยจำนวนมากในระยะยาว แนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจด้าน ESG ที่องค์กรขนาดใหญ่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์เชิงสังคม (Social Outcomes) มากกว่ามูลค่าการใช้จ่ายเพื่อกิจกรรมเพื่อสังคม
การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนให้กับผู้ป่วย แม้ค่ารักษาจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ผู้ป่วยยังมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าเดินทาง รายได้ที่หายไปจากการลางาน ค่าเสียโอกาสของผู้ดูแล รวมถึงระยะเวลารอคอยการรักษา หากโรงพยาบาลมีศักยภาพรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ย่อมช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในภาพรวม
โมเดลความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับสาธารณสุขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากรของภาครัฐ ทำให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนอุปกรณ์ เทคโนโลยี และการพัฒนาระบบบริการ
หากโครงการลักษณะนี้สามารถวัดผลด้านจำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงการรักษา ระยะเวลารอคอย หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จะกลายเป็นตัวอย่างของการลงทุนเพื่อสังคมที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการบริจาคแบบทั่วไ

ภายใต้โครงการ Power of Giving กลุ่มธุรกิจ TCP ระบุว่า ได้สนับสนุนโรงพยาบาล 73 แห่ง ใน 42 จังหวัด ตลอดระยะเวลา 6 ปี โดยมุ่งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ที่ยังขาดแคลนทรัพยากร
การสนับสนุนโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “70 ปี TCP ปลุกพลัง…ให้ไปต่อ” ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานด้านการศึกษา สุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดี รวมถึงสิ่งแวดล้อม
การสนับสนุนเครื่องมือจักษุวิทยาของ TCP อาจดูเป็นกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร แต่ในมิติธุรกิจและนโยบายสาธารณะ นี่สะท้อนแนวโน้มสำคัญของการลงทุนเพื่อสังคมที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้า
เมื่อการเข้าถึงบริการรักษาโรคตาดีขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ป่วยที่กลับมามองเห็น แต่ยังส่งผลต่อการลดภาระของครัวเรือน เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มีความหมายต่อทั้งระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

