CP Group เปิดตัว Reforest Tokenization โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว นำเทคโนโลยีดิจิทัล-บล็อกเชน ยกระดับ “ทุนธรรมชาติ” จับมือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำร่องฟื้นฟูพื้นที่ป่ากว่า 10,000 ไร่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนจากการอนุรักษ์ และวางรากฐานเศรษฐกิจธรรมชาติของประเทศในอนาคต
โครงการดังกล่าวถือเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาเชื่อมโยงมูลค่าจากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ให้สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส โดยเริ่มต้นจากคาร์บอนเครดิต ก่อนต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าจากระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรน้ำ และคุณค่าของชุมชนผู้ดูแลผืนป่า
Reforest Tokenization คืออะไร
แนวคิด Reforest Tokenization คือการมุ่งเปลี่ยน “ผืนป่า” ให้เป็น “ทุนธรรมชาติ” (Natural Capital) หรือสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้การอนุรักษ์ป่า กลายเป็นกิจกรรมที่สร้างผลตอบแทนแก่ชุมชน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการฟื้นฟูป่าอย่างเป็นรูปธรรม

แกล่าวว่า การอนุรักษ์ป่าในอนาคตจำเป็นต้องสร้าง ‘แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ’ ให้คนที่อยู่กับป่าสามารถมีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร จึงเป็นที่มาของแนวคิด Reforest Tokenization ที่มุ่งยกระดับผืนป่าให้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Natural Capital เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับกลไกเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม
ป่าไม้คือทุนเศรษฐกิจที่โลกประเมินค่าใหม่
ในโลกปัจจุบัน มนุษย์ต้องตระหนักถึงความสำคัญของป่า ที่ไม่ใช่แค่ทุนธรราติธรรมดาๆ แต่ ป่าไม้คือ ทุนเศรษฐกิจของโลก ศุภชัย ระบุว่า ป่าไม้มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศโลก โดยทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ 31% เป็นต้นกำเนิดน้ำจืดของโลก 75% เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบก 80%โดยประชากรยากจนที่สุดของโลก 90% ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต
ขณะเดียวกัน ระหว่างปี 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย กัมพูชา ลดลง 42% ลาว ลดลง 9.5% เมียนมา ลดลง 3.9% และไทย ลดลง 2.9%
แม้ประเทศไทยจะรักษาพื้นที่ป่าได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายจากไฟป่าและปัญหา PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในวงกว้าง

นำร่อง 10,000 ไร่ ตั้งเป้าสร้างรายได้ให้ 200 ครัวเรือน
Reforest Tokenization ในระยะเริ่มต้น ศุภชัย ให้รายละเอียดว่า โครงการจะดำเนินงานบนพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และตาก
ซีพีตั้งเป้าว่า หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือน มีรายได้จากการอนุรักษ์เพิ่มขึ้น 10,000-15,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ควบคู่กับการปลูกพืชมูลค่าสูง จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการบุกรุกป่าไปสู่การดูแลรักษาป่า และสามารถขยายโมเดลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยและภูมิภาคได้ในอนาคต
Roadmap 2569-2573 ขายคาร์บอนเครดิตผ่าน TrueMoney
เครือเจริญโภคภัณฑ์วางแผนดำเนินโครงการ Reforest Tokenization ระหว่างปี 2569-2573 โดยระยะแรกภายในปี 2569 จะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงพัฒนาขึ้น จำหน่ายผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney ในรูปแบบ Instant Redeem เพื่อให้ประชาชนสามารถสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยช่วงแรกยังไม่มีการถือครองโทเคนใน Digital Wallet แต่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เชื่อมกระบวนการซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนในระบบเดียว
ในระยะต่อไป บริษัทจะพัฒนาระบบ Reforest Tokenization เต็มรูปแบบ ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดช่องทางระดมทุนด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้ครอบคลุมมากกว่าคาร์บอนเครดิต ทั้งด้านระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และบริการของระบบนิเวศอื่น ๆ

โครงการนำร่องใน 3 จังหวัด มีพื้นที่รวมกว่า 10,000 ไร่ คาดว่าจะสร้างคาร์บอนเครดิตได้ประมาณ 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
พร้อมกันนี้ ซีพีตั้งเป้าร่วมพัฒนากองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ภายในปี 2573 วงเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้กับชุมชน รวมถึงขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในอนาคต
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงชี้ “ต้นทุนของการไม่ทำอะไร” สูงกว่าที่คิด
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของชีวิตคนในชุมชนที่เสมือนเป็นกำแพงด่านหน้าคอยเผชิญกับวิกฤตต่างๆ หากพวกเขาอยู่ไม่ได้ธรรมชาติย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน
พร้อมย้ำว่า ภาคธุรกิจควรคำนึงถึง “ต้นทุนของการไม่ทำอะไร” (Cost of Inaction) เพราะหากฐานทรัพยากรธรรมชาติล่มสลาย ผลกระทบจะย้อนกลับมาสู่ภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบต่อธุรกิจและนักลงทุน
การเปิดตัว Reforest Tokenization สะท้อนทิศทางใหม่ของการลงทุนด้าน ESG ที่กำลังขยับจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตไปสู่การสร้างมูลค่าจาก Natural Capital ทั้งระบบ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นกลไกเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้
สำหรับภาคธุรกิจ โมเดลนี้อาจกลายเป็นต้นแบบของการระดมทุนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่นักลงทุนจะมีโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น หากการพัฒนาโทเคนดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจนในอนาคต

