ปตท. สานต่อโครงการปลูกป่าที่ดำเนินมากว่า 32 ปี จากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สู่การสร้างศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศ 4 แห่งทั่วประเทศ ยกระดับการอนุรักษ์สู่การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และการขับเคลื่อนเป้าหมาย ESG ที่สอดรับกับแนวโน้มโลกด้าน Biodiversity และ Nature-based Solutions
แนวทางการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน (ESG) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถูกนำเสนอในเวทีเสวนา “พลังความรู้เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน (Sustainable Living)” ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของ ปตท. ในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
จุดเริ่มต้นจาก “ปลูกป่า” สู่การสร้างองค์ความรู้
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การปลูกป่าไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือฟื้นฟูระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะสมองค์ความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา โครงการปลูกป่าระยะที่ 2 และการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้คุณค่าของระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

4 ศูนย์เรียนรู้ ต้นแบบการอนุรักษ์ที่เชื่อมเศรษฐกิจชุมชน
ศูนย์เรียนรู้ของ ปตท. ประกอบด้วย
- ศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
- ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จังหวัดระยอง

- ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพมหานคร
- ศูนย์เรียนรู้สรรพสัตว์ป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดสมุทรปราการ
ทั้ง 4 แห่งได้รับการออกแบบให้สะท้อนความหลากหลายของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ พร้อมเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น
“ป่าในกรุง” โมเดล ESG ที่สร้างรายได้ให้ชุมชน
มีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารชื่อเสียงองค์กร และกิจกรรมเพื่อสังคม ปตท. กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้ ป่าในกรุง ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สีเขียวของคนเมือง แต่ยังเป็นโมเดลการพัฒนาที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อมีผู้เข้าเยี่ยมชม ชุมชนโดยรอบจะเข้ามามีบทบาทในการให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกันยังเกิดการเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะ การปลูกพืช และการสร้างรายได้จากทรัพยากรในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

จากไม้โกงกางถึง “เรือรีไซเคิล” เพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ
อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความสนใจ คือ การนำวัสดุเหลือใช้และขยะพลาสติกมาพัฒนาเป็น เรือสำหรับเก็บขยะในแม่น้ำ
ทีมงาน ปตท. อธิบายว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดจากการมองว่าการเก็บขยะเพียงอย่างเดียวเป็นเพียงการ “ย้ายที่” ของขยะ จึงพัฒนาเรือจากวัสดุรีไซเคิลเพื่อสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน ปัจจุบันผลิตแล้ว 7 ลำ และอยู่ระหว่างทยอยส่งมอบให้ชุมชนใช้งานจริง
ขณะเดียวกัน ปตท. ยังศึกษาการเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การนำไม้โกงกางมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ แทนการใช้ประโยชน์ในรูปแบบดั้งเดิมเพียงการเผาถ่าน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับทรัพยากรป่าไม้
ตอบโจทย์ ESG และ Biodiversity ระดับโลก
มีนา ระบุว่า แนวทางการดำเนินงานด้านป่าไม้และระบบนิเวศสอดคล้องกับประเด็นสำคัญที่เวที World Economic Forum กำลังผลักดัน ทั้งแนวคิด Nature is Infrastructure และการอนุรักษ์ Biodiversity

องค์กรยังตั้งเป้าขยายผลสู่ป่าชุมชนทั่วประเทศ ผ่านการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายและกิจการเพื่อสังคม เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนสามารถต่อยอดทรัพยากรธรรมชาติเป็นแหล่งรายได้อย่างยั่งยืน โดยไม่จำเป็นต้องให้ ปตท. เป็นผู้ดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว
โครงการ ป่าในกรุง ใช้เวลาดำเนินงานครบ 10 ปี ก่อนจะได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น โดยย้ำว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่การคว้ารางวัล แต่คือการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน เด็กและเยาวชน รวมถึงทำให้คนเมืองเข้าถึงธรรมชาติและเข้าใจคุณค่าของระบบนิเวศมากขึ้น
มุมมองต่ออุตสาหกรรม
แนวทางของ ปตท. สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยจากการทำ CSR แบบดั้งเดิม ไปสู่การสร้าง Shared Value ที่เชื่อมโยงธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดรับกับความคาดหวังของนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการเปิดเผยผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนมากขึ้น

หากสามารถขยายโมเดลศูนย์เรียนรู้และการพัฒนาป่าชุมชนไปยังพื้นที่อื่นได้สำเร็จ จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
นอกจากนี้ สถาบันลูกโลกสีเขียว ยังได้จัดพิธีมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 24 ภายใต้แนวคิด “ตั้งรับ ปรับตัว ลดผลกระทบ เตรียมพร้อมสู่โลกใหม่ อยู่รอดได้ด้วยสมดุล” โดยศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานกรรมการ สถาบันลูกโลกสีเขียว
ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานกรรมการ สถาบันลูกโลกสีเขียว กล่าวว่า รางวัลลูกโลกสีเขียว มุ่งเชิดชูผู้ที่ผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อปรับตัวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล พิธีมอบรางวัลลูกโลกสีเขียวจึงเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนพลังความร่วมมือของเครือข่ายลูกโลกสีเขียวทั่วประเทศในการรับมือความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานชั้นนำของประเทศ เชื่อมั่นว่าการเติบโตของธุรกิจ ต้องก้าวไปด้วยกันกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล จึงได้สนับสนุนสถาบันลูกโลกสีเขียวอย่างต่อเนื่อง โดยเล็งเห็นความสำคัญในการดูแลรากฐานทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และเสริมสร้างความแข็งแรงให้สังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

“รางวัลลูกโลกสีเขียว” ถือกำเนิดขึ้นในปี 2542 โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุน เป็นกำลังใจ ยกย่อง และเผยแพร่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบุคคล กลุ่มคน และเยาวชน ให้เป็นที่รับรู้ของสังคมในวงกว้าง ปัจจุบันมีผลงานรางวัลลูกโลกสีเขียวสะสมรวมทั้งสิ้น 887 ผลงาน มีเครือข่ายลูกโลกสีเขียวกว่า 5,953 คนทั่วประเทศ โดยพิธีมอบรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 24 นี้ มีผลงานที่ได้รับรางวัลฯ รวม 17 ผลงาน 4 ประเภทรางวัล ประกอบด้วย ประเภทชุมชน 6 ผลงาน ประเภทกลุ่มเยาวชน 5 ผลงาน ประเภทสิปปนนท์ เกตุทัต รางวัลแห่งความยั่งยืน 3 ผลงาน และประเภทงานเขียน 3 ผลงาน

