ม.มหิดลบูรณาการโรคเขตร้อน ผลักดัน‘ยาต้านโรคมาลาเรียแบบรับประทานครั้งเดียว’ขึ้นทะเบียนยาหลักแห่งชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดการหลุดจากการรักษา และสนับสนุนเป้าหมายกำจัดโรคในระยะยาว
ประเทศไทยกำลังเข้าใกล้เป้าหมายการกำจัดโรคมาลาเรีย แต่การกลับมาเป็นซ้ำของเชื้อ Plasmodium vivax ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อระบบสาธารณสุข การผลักดัน ยาต้านโรคมาลาเรียแบบรับประทานครั้งเดียว (Tafenoquine) เข้าสู่ระบบบริการรักษาและการขึ้นทะเบียนยาหลักแห่งชาติ จึงถูกมองว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดการหลุดจากการรักษา และสนับสนุนเป้าหมายกำจัดโรคในระยะยาว
การรักษามาลาเรียกำลังเปลี่ยนจาก “กินยา 14 วัน” สู่ “รับประทานครั้งเดียว”
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงศรีวิชา ครุฑสูตร อาจารย์ประจำภาควิชาสุขวิทยาเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า แม้อัตราการติดเชื้อมาลาเรียของประเทศไทยจะลดลงต่อเนื่องในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่พื้นที่ชายแดนยังคงพบการระบาดของ มาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ไวแวกซ์ (Plasmodium vivax) ซึ่งแตกต่างจากเชื้อมาลาเรียชนิดอื่น เนื่องจากสามารถหลบซ่อนอยู่ในตับ (Hypnozoite) และกลับมาก่อโรคซ้ำได้หลังรักษาหายแล้ว

คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
แนวทางรักษาเดิมใช้ยา Primaquine ซึ่งต้องรับประทานต่อเนื่องนาน 14 วัน เพื่อกำจัดเชื้อระยะที่หลบซ่อนในตับ ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งรับประทานยาไม่ครบ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมโรค
งานวิจัยของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยนานาชาติ จึงมุ่งศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ Tafenoquine ซึ่งสามารถกำจัดเชื้อในระยะดังกล่าวได้ด้วยการรับประทานยาเพียงครั้งเดียว
ผลงานวิจัยกว่า 20 ปี สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข
งานศึกษาของทีมวิจัยเริ่มเผยแพร่ครั้งแรกตั้งแต่ ปี 2542 ก่อนจะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ได้แก่
- New England Journal of Medicine
- The Lancet
- The Journal of Infectious Diseases
- Clinical Infectious Diseases
หลังจากนั้น ปี 2561 Tafenoquine ได้รับการขึ้นทะเบียนในสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกของโลก
สำหรับประเทศไทย ยาดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และถูกนำมาใช้เป็นแนวทางเวชปฏิบัติในระบบรักษาพยาบาลแล้ว
ปัจจุบันมีความพยายามผลักดันให้ยาดังกล่าวเข้าสู่ บัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงของผู้ป่วยในวงกว้าง
“ยากินครั้งเดียว” สำคัญมากกว่าการลดจำนวนเม็ดยา
การเปลี่ยนจากการรับประทานยา 14 วัน เหลือเพียงครั้งเดียว ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ป่วย แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบควบคุมโรคโดยตรง
ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่
- ลดปัญหาผู้ป่วยรับประทานยาไม่ครบ
- ลดโอกาสเกิดการกลับมาเป็นซ้ำของโรค
- ลดภาระการติดตามผู้ป่วยของบุคลากรสาธารณสุข
- เพิ่มโอกาสควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ชายแดน
ในเชิงสาธารณสุข แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดต้นทุนการดูแลรักษาในระยะยาว แม้ว่าราคายาใหม่อาจสูงกว่ายาเดิมก็ตาม
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาและนโยบายสาธารณสุข
1. แนวทางรักษาโรคกำลังเปลี่ยน
ผลการศึกษาของ Tafenoquine ถูกนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงแนวทางรักษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) และหลายประเทศ ส่งผลให้มาตรฐานการรักษามาลาเรียชนิดไวแวกซ์เริ่มเปลี่ยนจากการรักษาแบบเดิม
2. เพิ่มโอกาสเข้าถึงยาผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ
หาก Tafenoquine ได้รับการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ จะช่วยให้โรงพยาบาลของรัฐสามารถจัดซื้อยาได้ง่ายขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย และเพิ่มการเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง
3. สนับสนุนเป้าหมาย “ประเทศไทยปลอดมาลาเรีย”
การรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์กำจัดโรค โดยเฉพาะการลดการกลับเป็นซ้ำของผู้ติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคยังคงแพร่กระจายในบางพื้นที

