เจาะแนวคิดการสร้างธุรกิจเพื่อสังคมของ “Alex Rendell” จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ สู่การผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Education Tourism พร้อมเปิดเผยอุปสรรค กลยุทธ์ และวิสัยทัศน์การเติบโตอย่างยั่งยืน ของ EEC ที่ไม่ได้หยุดแค่ SE ในประเทศไทย
ธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่วัดความสำเร็จด้วยกำไรเพียงอย่างเดียว
ในวันที่หลายธุรกิจให้ความสำคัญกับการสร้างผลกำไรสูงสุด การดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ยังคงเป็นเส้นทางที่ท้าทาย ทั้งในด้านรายได้ การเติบโต และการรักษาความยั่งยืนขององค์กร
สำหรับ อเล็กซ์ เรนเดลล์ หรือชื่อเต็มๆ อเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education Centre หรือ EEC Thailand) เลือกเดินบนเส้นทางของ Social Enterprise (SE) ที่ใช้การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลง แม้จะต้องเผชิญวิกฤตหลายระลอกตลอดกว่า 11 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงยืนยันเดินหน้าขยายภารกิจ พร้อมตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Education Tourism ในระดับนานาชาติ

จากโครงการช่วยช้าง สู่ธุรกิจเพื่อสังคมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
จุดเริ่มต้นของ EEC เกิดขึ้นในปี 2015 จากโครงการระดมทุนช่วยเหลือช้างและการจัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องธรรมชาติ ก่อนจะพัฒนาเป็นองค์กรที่ออกแบบหลักสูตรสิ่งแวดล้อมศึกษาให้กับเด็ก เยาวชน ครอบครัว โรงเรียน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน
ปัจจุบันองค์กรมีทั้งค่ายสำหรับเด็กหลายช่วงวัย โปรแกรมด้าน Sustainable Development Goals (SDGs) ระยะเวลา 7 เดือน ตลอดจนการออกแบบกิจกรรมให้กับโรงเรียนนานาชาติและองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงเริ่มขยายความร่วมมือสู่ระดับนานาชาติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

อุปสรรคของธุรกิจเพื่อสังคม ไม่ได้มีแค่เรื่องกำไร
แม้องค์กรจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ อเล็กซ์ ยอมรับว่า ธุรกิจเพื่อสังคมไม่ได้เป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนสูง และกำไรทั้งหมดถูกนำกลับมาลงทุนเพื่อการเติบโตขององค์กรแทบทั้งหมด
เขามองว่าทุกปีองค์กรต้องเผชิญความท้าทายในรูปแบบที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัญหาฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม ไฟป่า รวมไปถึงความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการวางแผนกิจกรรมและทำให้การขยายธุรกิจเป็นเรื่องยาก แม้องค์กรยังสามารถรักษาระดับการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องก็ตาม

อเล็กซ์ อธิบายว่า ความท้าทายสำคัญไม่ใช่การอยู่รอด แต่คือการก้าวข้าม “เพดานการเติบโต” เพราะเมื่อธุรกิจพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว ย่อมได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศโดยตรง ด้วยเหตุนี้ EEC จึงเริ่มมองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตและกระจายความเสี่ยงขององค์กร
ลงทุนกับ “คน” มากกว่าสินทรัพย์
แทนที่จะลงทุนกับอาคารหรืออุปกรณ์ อเล็กซ์เลือกลงทุนกับ “บุคลากร”
จากทีมงานเพียง 3 คนในวันแรก ปัจจุบัน EEC มีพนักงานประจำราว 30 คน และเครือข่ายผู้ร่วมงานเกือบ 100 คน โดยมองว่าทรัพยากรบุคคลคือหัวใจของการสร้างผลกระทบทางสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อองค์กรเติบโต เขาต้องเปลี่ยนบทบาทจากนักกิจกรรมมาเป็นผู้บริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการบริหารธุรกิจ การหาพันธมิตร และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับองค์กร แม้ว่างานที่ตนเองรักที่สุดจะยังคงเป็นการลงพื้นที่ทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ก็ตาม
วัฒนธรรมองค์กรที่เลือก “ทัศนคติ” มากกว่าทักษะ
อเล็กซ์ เชื่อว่า ทักษะสามารถเรียนรู้ได้ แต่ทัศนคติเป็นสิ่งที่สร้างได้ยาก EEC จึงใช้แนวคิด “จริงจังกับงาน จริงใจกับคน” เป็นหลักในการคัดเลือกบุคลากร โดยให้ความสำคัญกับความเสียสละ ความพร้อมทำงานภาคสนาม และการทำงานเป็นทีมมากกว่าประสบการณ์หรือความสามารถเฉพาะด้าน
ครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมดอยู่กับองค์กรมานานกว่า 7-8 ปี สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่สามารถรักษาบุคลากรไว้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้งานจะมีความหนักและต้องใช้เวลามากกว่าการทำงานในรูปแบบปกติ

ความยั่งยืน คือการสร้างคนรุ่นใหม่ให้ทำงานแทนได้
เมื่อองค์กรเติบโตขึ้น ความท้าทายอีกด้านคือการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้สามารถสืบทอดองค์ความรู้
EEC จึงเตรียมเปิดโครงการ Instructor Certification เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบกิจกรรม การบริหารความปลอดภัย การคุ้มครองเด็ก การเป็นวิทยากรกระบวนการ และการจัดการโครงการให้กับทีมงานภายใน ก่อนขยายสู่บุคคลภายนอกในอนาคต
แนวทางดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของ อเล็กซ์ ที่ไม่ได้ต้องการให้องค์กรเติบโตเพียงจากตัวเขาเอง แต่ต้องการสร้างระบบที่สามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน
เป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ Education Tourism
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายด้านการเรียนรู้ผ่านธรรมชาติ หรือ Education Tourism
อเล็กซ์ มองว่าประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ ความปลอดภัย และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับโลก แต่ยังขาดการบริหารจัดการที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มที่

ในอนาคต EEC จึงตั้งเป้าทั้งการพาผู้เรียนจากต่างประเทศเข้ามาเรียนรู้ในประเทศไทย และการพาเยาวชนไทยไปเรียนรู้ในต่างประเทศ เพื่อสร้างทักษะของ “พลเมืองโลก” ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
บทเรียนจาก 11 ปีของการทำธุรกิจเพื่อสังคม
สำหรับอเล็กซ์ ความสำเร็จไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กรหรือผลกำไร แต่คือการได้เห็นเด็กที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเติบโตไปทำงานด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และภาคสังคม
นั่นคือผลลัพธ์ที่ยืนยันว่า การลงทุนกับ “คน” สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้ในระยะยาว และเป็นแรงผลักดันให้ EEC ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรต่อไป แม้จะต้องเผชิญความท้าทายทางธุรกิจในทุกปี

สำหรับเขา การเติบโตที่แท้จริง คือการสร้างองค์กรที่สามารถสร้างคน สร้างผลกระทบเชิงบวก และเติบโตได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการเติบโตทางรายได้เพียงอย่างเดียว
ขอบคุณเครดิตภาพจาก : https://web.facebook.com/search/top?q=alex%20rendell
: https://web.facebook.com/eecthailand

