สยามพิวรรธน์ ประกาศความร่วมมือกับ WFP เปิดโครงการ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” ตั้งเป้าส่งมอบ 100,000 มื้ออาหารภายในปี 2569 ท่ามกลางวิกฤตความไม่มั่นคงทางอาหาร ที่กระทบประชากรกว่า 65 ล้านคนในเอเชียและแปซิฟิก สะท้อนบทบาทใหม่ของภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืน และสร้างผลกระทบทางสังคมควบคู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ
การที่ สยามพิวรรธน์ ประกาศความร่วมมือกับ โครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ (WFP) ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมทั่วไป แต่สะท้อนแนวโน้มสำคัญของภาคธุรกิจที่กำลังขยายบทบาทจากการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจไปสู่การแก้ไขปัญหาระดับโลก โดยเฉพาะประเด็น ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
ภายใต้โครงการ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” ทั้งสององค์กรตั้งเป้าส่งมอบ 100,000 มื้ออาหารภายในช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2569 ผ่านการระดมพลังจากผู้บริโภค ร้านอาหาร และเครือข่ายพันธมิตรในระบบนิเวศธุรกิจของสยามพิวรรธน์
ความร่วมมือครั้งนี้สำคัญอย่างไรต่อภาคธุรกิจ
ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับองค์กรระหว่างประเทศกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability) และ ESG ในระดับโลก

สำหรับสยามพิวรรธน์ การใช้เครือข่ายศูนย์การค้าและโครงการมิกซ์ยูสที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยามพรีเมียม เอาท์เล็ต กรุงเทพ เป็นช่องทางระดมทุนและสร้างการมีส่วนร่วม ถือเป็นการนำศักยภาพของธุรกิจค้าปลีกมาสนับสนุนประเด็นสังคมในวงกว้าง
ขณะที่ WFP ได้ฐานความร่วมมือจากภาคธุรกิจที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก และช่วยเปลี่ยนการรับรู้เรื่องปัญหาความหิวโหยให้กลายเป็นการมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติ
ตัวเลขที่สะท้อนความท้าทายด้าน Food Security
หนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ ปัจจุบันมีประชากรมากกว่า 65 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่กำลังเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง
ซาเมียร์ วันมาลี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ WFP ระบุว่า ปัจจัยหลักมาจาก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการพลัดถิ่นของประชากร
ปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้ปัญหาความหิวโหยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศยากจน แต่กลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

“The Next Bucket” ทำงานอย่างไร
เป้าหมายเฟสแรก ระยะเวลาดำเนินโครงการ: มิถุนายน – ธันวาคม 2569 โดยมีเป้าหมาย ส่งมอบ 100,000 มื้ออาหาร ผ่านช่องทางสนับสนุน การสั่งซื้อเมนูพิเศษจากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ บริจาคผ่านแพลตฟอร์มเทใจ (Taejai) และร้านอาหารที่เข้าร่วมช่วงเปิดตัว ประกอบด้วย ร้านสรรพรส โดย เชฟซีตรอง วลาสุระ ณ ลำปาง ร้าน FIKKA ร้าน L’Antica Pizzeria Da Michele Bangkok โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากเมนูพิเศษจะถูกนำไปสนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคงทางอาหารภายใต้โครงการดังกล่าว
เทรนด์ใหม่ของธุรกิจค้าปลีกกำลังเปลี่ยนจาก CSR สู่ Shared Value
จาก “การบริจาค” สู่ “การมีส่วนร่วมผ่านการบริโภค” ในอดีต กิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กรส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบการบริจาคเงินหรือการจัดกิจกรรมเฉพาะกิจ แต่โมเดลของโครงการนี้สะท้อนแนวคิด Shared Value ที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางธุรกิจเข้ากับการสร้างผลกระทบทางสังคมโดยตรง
กล่าวคือ ทุกการซื้อสินค้าและบริการสามารถแปลงเป็นมูลค่าทางสังคมได้ทันที ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าการใช้จ่ายของตนมีส่วนสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้
การแข่งขันด้าน ESG จะเข้มข้นขึ้น
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนแรงกดดันใหม่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เมื่อผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มเชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น ผู้เล่นรายอื่นในตลาดอาจต้องเร่งสร้างโครงการที่สามารถวัดผลกระทบทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน
ในระยะยาว ESG อาจไม่ใช่เพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้บริโภค นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจใช้ประเมินศักยภาพขององค์กร
ไทยอาจไม่เผชิญปัญหาอาหาร แต่โลกกำลังเผชิญ
ดร.วิรไท สันติประภพ รองประธานกรรมการ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการของ WFP ระบุว่า
ประเทศไทยอาจไม่ได้เผชิญปัญหาขาดแคลนอาหารรุนแรงเหมือนหลายประเทศ เนื่องจากสามารถผลิตอาหารได้เกินความต้องการภายในประเทศ แต่ในระดับโลก วิกฤตอาหารมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อน
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า ประเด็น Food Security กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของการผลิตอาหารเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารจัดการความเสี่ยงระดับโลกที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และเสถียรภาพทางสังคม
สำหรับผู้บริโภค ความร่วมมือครั้งนี้สร้างช่องทางใหม่ในการมีส่วนร่วมกับประเด็นสังคมผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายประจำวัน

จุดที่น่าสนใจคือการเปลี่ยน “การบริจาค” ให้กลายเป็น “การบริโภคที่สร้างผลกระทบเชิงบวก” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับคุณภาพสินค้าและบริการ
ความร่วมมือระหว่างสยามพิวรรธน์และ WFP ภายใต้โครงการ “The Next Bucket: Save Lives & Change Lives” อาจถูกมองว่าเป็นการระดมทุนเพื่อส่งมอบอาหาร 100,000 มื้อในระยะสั้น แต่ในมุมธุรกิจ นี่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Shared Value Economy ที่องค์กรเอกชนใช้เครือข่ายทางธุรกิจสร้างผลกระทบทางสังคมควบคู่กับการเติบโต
ท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงทางอาหารที่กระทบประชากรกว่า 65 ล้านคนในเอเชียและแปซิฟิก ความร่วมมือรูปแบบนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการเป้าหมายด้าน ESG เข้ากับธุรกิจค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ในอนาคต ทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาค

