Brandi เปิดแนวคิด Sustenomy และดัชนี Global Systemic Index (GSI) หรือ GDP Plus ชี้ไทยได้ 58 คะแนน ติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง พร้อมแนวทางก้าวสู่ High Quality Country
Brandi เปิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ‘Sustenomy’ เสนอ GSI หรือ GDP Plus วัดคุณภาพเศรษฐกิจ ชี้ไทยได้ 58 คะแนน ยังติดคอขวดเชิงสถาบัน
ปิยะชาติ อิศรภักดี ผู้ก่อตั้ง Brandi นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจใหม่ “Sustenomy” พร้อมเปิดตัวดัชนี Global Systemic Index (GSI) หรือ GDP Plus เพื่อวัด “คุณภาพของเศรษฐกิจ” ควบคู่กับขนาดเศรษฐกิจ โดยผลการประเมินพบว่าไทยได้ 58 คะแนน อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง (Structurally Constrained Developer) สะท้อนความจำเป็นในการยกระดับกลไกภาครัฐ ความโปร่งใส และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ หากต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
จาก GDP สู่ GSI: เมื่อโลกต้องการวัด “คุณภาพ” ไม่ใช่แค่ “ขนาด” ของเศรษฐกิจ
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบจากเทคโนโลยี AI ปิยะชาติ ได้ชวนกลุ่มสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดโลกจึงยังไม่สามารถสร้าง “ความก้าวหน้า” (Progress) ได้อย่างที่ควรจะเป็น แม้ทุกภาคส่วนจะทำงานหนักมากขึ้นก็ตาม
คำตอบสำคัญที่ Brandi พยายามผลักดันคือ การเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าปัญหาของโลกในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การขาดการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเติบโตที่เต็มไปด้วยคำถามว่า “โตจริงหรือไม่ โตจากอะไร และโตอย่างยั่งยืนหรือไม่”

ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มที่ขับเคลื่อนประเด็นด้านความยั่งยืน ก็เผชิญคำถามเช่นกันว่า ความพยายามในการแก้ปัญหา Climate Change และความเหลื่อมล้ำที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนั้น สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้มากเพียงใด
Sustenomyเมื่อเศรษฐกิจและความยั่งยืนต้องเดินไปด้วยกัน
ปิยะชาติ อธิบายว่า แนวคิด Sustenomy ไม่ได้มอง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “ความยั่งยืน” เป็นทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไปแต่เป็นการผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกัน โดยทำให้คำว่า “Sustainable” กลายเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น
- เศรษฐกิจที่ยั่งยืน
- สังคมที่ยั่งยืน
- สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
- อนาคตที่ยั่งยืน
แนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของ The Economist Impact เมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ก่อนจะได้รับความสนใจจากองค์กรและผู้นำในหลายประเทศ และพัฒนาต่อยอดเป็นหนังสือ Sustenomy ที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำองค์กรระดับโลก อาทิ CEO ของ Salesforce, CEO ของ Time Magazine, ประธาน World Bank, ประธาน ICC รวมถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ (UN)
4+1 กลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจาก Conventional Economy สู่ Sustenomy
- นิยาม “ทุน” ใหม่ให้มากกว่าเงิน
Sustenomy เสนอให้ประเทศต่างๆ มองทุนในมิติที่กว้างขึ้น ไม่ใช่เพียงทุนทางการเงินหรือสินทรัพย์ที่สร้างรายได้เท่านั้น แต่ต้องรวมถึง
- ทุนมนุษย์ (Human Capital)
- ทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital)
ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของการเติบโตระยะยาว
- สร้างกลไกการเติบโตที่สมดุล
การตัดสินใจเชิงนโยบายไม่ควรอยู่บนแนวคิดแบบสุดโต่ง เช่น การเลือกพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน
แต่ควรสร้างสมดุลระหว่าง
- ความมั่นคง (Security)
- การเข้าถึงในต้นทุนที่เหมาะสม (Accessibility)
- ความยั่งยืน (Sustainability)
3: กระจายทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ภาครัฐจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่การกระจายทรัพยากรเพียงสู่ฐานล่างของสังคมอาจไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
Brandi มองว่า “ชนชั้นกลางและธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดเล็ก” คือกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความมั่งคั่งจากส่วนบนลงสู่เศรษฐกิจฐานราก
- ใช้ทุนเพื่อสร้างตลาดใหม่
ในอดีต ภาครัฐมักใช้มาตรการจูงใจ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสีเขียว แต่ยังขาดการวัดผลว่าเกิด Value Creation มากเพียงใด
แนวคิดใหม่จึงมุ่งเน้นการใช้ทุนเพื่อสร้างตลาดใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม
+1 ต้องมีตัวชี้วัดใหม่
หัวใจสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่าน คือการมีเครื่องมือวัดผลที่ถูกต้อง เพราะ “สิ่งที่วัดได้ ย่อมบริหารจัดการได้” แต่หากวัดผิดทิศทาง การบริหารจัดการก็อาจผิดพลาดตามไปด้วย
GSI หรือ GDP Plus คืออะไร?
ตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ “Quality of Economy” ปิยะชาติ Brandi เสนอ Global Systemic Index (GSI) หรือ GDP Plus ในฐานะเครื่องมือวัดคุณภาพเศรษฐกิจเพิ่มเติมจาก GDP โดยไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของ GDP แต่ชี้ว่า GDP เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสะท้อนคุณภาพของระบบเศรษฐกิจได้ครบถ้วน
GSI ถูกออกแบบเป็นคะแนนตั้งแต่ 0-100 คะแนน และประเมินผ่าน 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
- Source of Growthเศรษฐกิจเติบโตจากอะไร มีความหลากหลายและคุณภาพเพียงใด
- Inclusion ใครได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- Institutional Readiness ความพร้อมของกลไกภาครัฐและสถาบันในการขับเคลื่อนประเทศ
- Equitable Transition ความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
- Resilient Growth ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงและฟื้นตัวจากวิกฤต
ผลคะแนน GSI โลก: เติบโตเร็ว แต่รากฐานยังไม่แข็งแรง
ผลการประเมิน GSI พบว่า
- ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ประมาณ 53 คะแนน
- สะท้อนว่าโลกยังให้ความสำคัญกับ “ความเร็ว” มากกว่า “ความแข็งแรง” ของระบบเศรษฐกิจ
- ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ได้คะแนนสูงสุด จากความแข็งแกร่งของสถาบันและโครงสร้างการกำกับดูแล
- แอฟริกาได้คะแนนเฉลี่ยประมาณ 42 คะแนน แม้มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติและประชากร
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีคะแนนเฉลี่ย 52 คะแนน โดยสิงคโปร์เป็นประเทศที่ทำคะแนนสูงสุดในภูมิภาค

ไทยได้ 58 คะแนน แต่ยังติดกับดักเชิงโครงสร้าง
ประเทศไทยได้รับคะแนน GSI อยู่ที่ 58 คะแนน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและค่าเฉลี่ยอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Structurally Constrained Developer หรือประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
จุดแข็งของประเทศไทย
ประเทศไทยมีผลการประเมินที่โดดเด่นในด้าน
- Inclusion หรือการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน
- การบริหารจัดการภาวะวิกฤตและแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ (Shock Management)
สะท้อนความสามารถในการดูแลประชาชนและรักษาเสถียรภาพในช่วงวิกฤต
จุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข
คอขวดสำคัญของประเทศไทยอยู่ที่
- Institutional Readiness
- Trust and Transparency
- ประสิทธิภาพของกลไกภาครัฐ
- ความน่าเชื่อถือของสถาบัน
ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและการดึงดูดการลงทุน
ความท้าทายสำคัญ
ไทยยังเผชิญความท้าทายในประเด็น
- ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความมั่งคั่ง (Income & Wealth Inequality)
- ความยั่งยืนทางการคลังและหนี้สาธารณะ (Fiscal & Debt Sustainability)
5 ข้อเสนอสำคัญเพื่อยกระดับประเทศไทย
Brandi เสนอแนวทางสำคัญในการยกระดับประเทศไทย ได้แก่
- เพิ่มผลิตภาพของอุตสาหกรรมเดิมด้วยนวัตกรรม ไม่ใช่มุ่งหาอุตสาหกรรมใหม่เพียงอย่างเดียว
- สร้างกลไกกระจายรายได้ผ่านชนชั้นกลาง เพื่อให้การเติบโตเกิดขึ้นอย่างทั่วถึง
- แก้ปัญหา Trust Deficit ด้วยการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและจริงใจ
- ใช้ Public-Private Partnership เพื่อลดต้นทุนของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่
- เปลี่ยนมุมมองเรื่องภาษี จากภาระค่าใช้จ่ายเป็นการร่วมลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ
จาก High Income Country สู่ High Quality Country
ปิยะชาติ กล่าวว่า เป้าหมายของประเทศในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงการก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) อีกต่อไป
เนื่องจากหลายประเทศในกลุ่มดังกล่าวกำลังเผชิญระดับหนี้สาธารณะที่สูงกว่า 100% ของ GDP
สิ่งที่ประเทศไทยควรมุ่งไปให้ถึงคือการเป็น “High Quality Country” หรือประเทศที่มีคุณภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสถาบันที่แข็งแกร่ง สามารถกำหนดจุดยืนและมีบทบาทในการสร้างกติกาใหม่บนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

