SKYWORTH Solar เปิดสำนักงานใหม่ในกรุงเทพฯ พร้อมลงนาม MOU โครงการโซลาร์ 100 MW ร่วม CapSolar เดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานสะอาดในไทย
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุด SKYWORTH Solar ประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในกรุงเทพมหานคร พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) พัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมขนาดรวม 100 เมกะวัตต์ (MW) ร่วมกับ CapSolar ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะตลาดหลักภายใต้ยุทธศาสตร์การเติบโตระดับโลกของบริษัท
Wanfei Qu ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ SKYWORTH Group และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการของ SKYWORTH Solar กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายยกระดับแบรนด์สู่การเป็น “ผู้นำระบบนิเวศพลังงานอัจฉริยะระดับโลก” (Global Smart Energy Ecosystem Leader) พร้อมเร่งขยายธุรกิจสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก

ไทยขึ้นแท่นตลาดยุทธศาสตร์ของ SKYWORTH Solar ในอาเซียน
ท่ามกลางแนวโน้มความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนค่าไฟฟ้าของภาคธุรกิจที่สูงขึ้น และแรงผลักดันด้านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่สุดของ SKYWORTH Solar ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัทได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ประจำประเทศไทย ณ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินงานในประเทศ ทั้งด้านการให้คำปรึกษา การบริหารโครงการ การบริการหลังการขาย การประสานงานห่วงโซ่อุปทาน และการส่งมอบโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้บริหารชี้ไทยคือโอกาสการเติบโตครั้งสำคัญ
Wanfei Qu กล่าวว่า ประเทศไทย คือ โอกาสครั้งสำคัญในการเติบโตของ SKYWORTH Solar ในยามที่ภาคธุรกิจต่างมองหาโซลูชันพลังงานสะอาดที่เปี่ยมด้วยเสถียรภาพและมีความคุ้มค่าในแง่ต้นทุน กลยุทธ์ของเราขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญา ‘Global Vision, Local Execution’ ซึ่งเป็นการผสานความเชี่ยวชาญระดับสากลเข้ากับความร่วมมืออันแข็งแกร่งของพันธมิตรในประเทศ เพื่อร่วมสนับสนุนประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว
ลงนาม MOU โครงการโซลาร์ 100 MW ร่วม CapSolar
หนึ่งในก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจครั้งนี้ คือการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง SKYWORTH Solar และ CapSolar เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมขนาดรวม 100 เมกะวัตต์
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายรองรับความต้องการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ซึ่งกำลังมองหาแนวทางลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
เสริมแกร่งระบบนิเวศธุรกิจด้วยเงินทุนกว่า 500 ล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากการขยายตลาด บริษัทได้เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศธุรกิจในประเทศไทย ผ่านการลงทุนด้านการพัฒนาโครงการ การยกระดับบริการ และความร่วมมือกับพันธมิตรทางการเงิน
หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญ คือการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทางธนาคารร่วมกับ ICBC Thai รวมถึงการเข้าถึงกองทุนสนับสนุนการลงทุนมูลค่ามากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและติดตั้งโครงการโซลาร์เซลล์ทั้งในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ

โครงการ UMC Steel ต้นแบบความสำเร็จในไทย
ตัวอย่างความสำเร็จที่สะท้อนการเติบโตของ SKYWORTH Solar ในประเทศไทย คือโครงการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 เมกะวัตต์ (MW) ที่โรงงาน UMC Steel จังหวัดชลบุรี
โครงการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ประมาณ 4.4 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ภายในปีแรกของการดำเนินงาน ช่วยลดต้นทุนพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
เปิดเกมรุกระดับโลก ขยายตลาดสู่ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
SKYWORTH Solar ประกาศแผนขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งระบบโซลาร์เซลล์ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยมุ่งเจาะตลาดสำคัญ ได้แก่ ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา
การขยายการลงทุนของ SKYWORTH Solar สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้เล่นระดับโลกต่อศักยภาพของตลาดพลังงานสะอาดไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาครัฐและภาคธุรกิจกำลังเร่งขับเคลื่อนเป้าหมาย Decarbonisation และการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น
การเข้ามาของผู้พัฒนาโซลาร์ระดับสากลไม่เพียงช่วยเพิ่มการแข่งขันในตลาด แต่ยังช่วยเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มแหล่งเงินทุน และขยายโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงโซลูชันพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยการผสานนวัตกรรมพลังงาน เทคโนโลยีขั้นสูง เงินทุนสนับสนุน และเครือข่ายพันธมิตรในประเทศ SKYWORTH Solar กำลังวางหมากสำคัญเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาคในอนาคต

