SOS เร่งผลักดัน 2 ประเด็นสำคัญ กฎหมายคุ้มครองผู้บริจาค – Good Samaritan Law และการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม – VAT เพื่อปลดล็อกระบบบริจาคอาหารและขยายโมเดล Food Bank ไทยสู่ระดับประเทศ
“อาหารที่ยังทานได้จำนวนมหาศาลกำลังถูกทำลาย ทั้งที่สามารถช่วยคนได้ — แต่กฎหมายยังไม่เอื้อ”
ทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance) หรือ SOS ประเทศไทย กล่าวว่า SOS กำลังเร่งขับเคลื่อนทั้งภาคปฏิบัติและเชิงนโยบาย เพื่อปลดล็อกปัญหา “อาหารส่วนเกิน” ของประเทศ ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการเข้าถึงอาหารของผู้ขาดแคลนในประเทศไทย

10 ปี SOS จากโมเดลใหม่ สู่ระบบช่วยเหลือระดับประเทศ
SOS ประเทศไทย ดำเนินงานมาเกือบ 10 ปี ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไรที่จดทะเบียนถูกต้อง และเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ โดยมีภารกิจหลักคือ “กอบกู้อาหารส่วนเกินที่ยังปลอดภัย ส่งต่อให้ผู้ขาดแคลน” โดยวันนี้ SOS กอบกู้อาหารไปแล้วกว่า 76 ล้านมื้อ หรือประมาณ 18 ล้านกิโลกรัม
การดำเนินงานของ SOS ประเทศไทย ไม่ใช่แค่การ “รับแล้วแจก” แต่เป็นระบบที่มีมาตรฐาน มีการลงทุนรถตู้เย็นรับอาหาร 7 วัน/สัปดาห์ บริหารจัดการอาหารผ่านการอบรมครบ 3 ฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริจาค ทีมงาน และผู้รับ และยังมีระบบติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผล
ปัจจุบัน SOS มีฐานปฏิบัติการใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหัวหิน และทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์กว่า 2,000+ จุด

BKK Food Bank และการขยาย “Thailand Food Bank”
หนึ่งในบทบาทสำคัญที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง คือ SOS เป็น “ทีมหลังบ้าน” ของโครงการ BKK Food Bank โดย SOS เป็นหนึ่งในทีมที่ช่วยตั้งระบบ และสอนเขตทั้ง 50 เขตให้รับอาหารอย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ สวทช. ขยายโมเดลสู่ระดับประเทศในชื่อ “Thailand Food Bank” ที่ขยายไปแล้ว 18 จังหวัด โดยมีอาสาสมัคร (Food Hero) หลายร้อยคนเข้าร่วม พร้อมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้วยเทคโนโลยี (NECTEC / BIOTEC / MTEC) นี่คือก้าวสำคัญจาก NGO สู่ “โครงสร้างระบบอาหารของประเทศ”
มากกว่าแจกอาหาร คือสร้างระบบอาหารใหม่
SOS ไม่ได้ทำแค่ Food Rescue แต่พัฒนาเป็น ecosystem ผ่าน 5 โปรแกรมหลัก :

- Food Rescue – กอบกู้อาหารส่วนเกิน
- Rescue Kitchen – ตั้งครัวชุมชน (100+ ครัว)
- Healthy School – ยกระดับโภชนาการเด็ก (320+ ศูนย์)
- Love Harvest – รับผลผลิตล้นตลาดจากเกษตรกร
- Thailand Food Bank – ขยายโมเดลระดับประเทศ
ทวี กล่าวว่า จุดแข็งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับ SOS คือ “ไม่เคยเกิดอาหารเป็นพิษใน 10 ปี”แม้จะจัดการอาหารจำนวนมหาศาล เนื่องจากมาตรฐานที่เข้มงวด เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกอาหารอย่างละเอียด มีการตรวจสอบซ้ำก่อนส่ง จำกัดผู้รับต้องผ่านการอบรม
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของ SOS ยังมีปมปัญหาใหญ่ ที่ทำให้การดำเนินงานติดขัด นั่นคือ เรื่องของกฎหมาย ที่ยังไม่รองรับ — ผู้บริจาค ‘อยากให้ แต่ให้ไม่ได้’แม้โมเดลจะพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เด็กที่ขาดแคลนอาหาร เมื่อได้รับอาหารไป ทำให้มีน้ำหนักส่วนสูงที่สมวัย แต่ “กฎหมาย” กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ
1. ไม่มี Good Samaritan Law (กฎหมายคุ้มครองคนทำดี)
“ถ้าอาหารมีปัญหา ผู้บริจาคมีสิทธิ์ถูกฟ้อง — ทำให้หลายคนไม่กล้าให้”
ปัจจุบัน SOS ต้อง “รับความเสี่ยงแทน” ผู้บริจาคทั้งหมด
2. ภาษี VAT กลายเป็นตัวลงโทษคนบริจาค
ประเด็นร้อนที่สุดคือ:
- บริจาคอาหาร → ต้องเสีย VAT 7%
- ทำลายอาหาร → ไม่เสีย VAT + หักค่าใช้จ่ายได้
- “มันกลายเป็นว่า ‘ทิ้งง่ายกว่าบริจาค’”

3. เพดานลดหย่อนภาษีจำกัดการให้
- หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไร
- ทำให้ธุรกิจเลือก “บริจาคเงิน” แทนอาหาร
SOS เร่งผลักดัน 2 กฎหมายสำคัญ
ปัจจุบัน SOS กำลังผลักดันเชิงนโยบายร่วมกับภาครัฐ:
1. กฎหมายคุ้มครองผู้บริจาค (Good Samaritan Law)
ลดความเสี่ยงทางกฎหมาย
2. ปรับโครงสร้าง VAT การบริจาคอาหาร
ให้ “บริจาค” ได้ประโยชน์เทียบเท่าหรือดีกว่าทำลาย
มูลค่าทางสังคม: 1 บาท = 23 บาท

SOS ยังชี้ให้เห็นผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ:
- 5 บาท = 1 มื้ออาหาร
- SROI = 1 บาท สร้างผลลัพธ์ 23 บาท
- ลดขยะอาหาร = ลดคาร์บอน
“ผู้บริจาคมี ผู้รับมี แต่ ‘ตัวกลาง’ และ ‘กฎหมาย’ ยังขาด” SOS พิสูจน์แล้วว่าโมเดล Food Rescue ใช้งานได้จริงในไทย แต่การขยายสู่ระดับประเทศ ยังต้องอาศัย “การปลดล็อกเชิงนโยบาย”

