ร่างกฎหมาย PRTR สู่จุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในการเปิดเผยข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะ ท่ามกลางแรงหนุนจากภาคประชาชนและความท้าทายจากภาคอุตสาหกรรม
ร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) กลายเป็นอีกหนึ่งกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ถูกจับตามอง หลังภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐร่วมผลักดันยาวนานกว่า 20 ปี หวังยกระดับ “สิทธิในการรับรู้ข้อมูลมลพิษ” ของประชาชน พร้อมปูทางสู่มาตรฐานสากลและการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมที่แม่นยำยิ่งขึ้น

PRTR จาก “ข้อมูลปิด” สู่ “ข้อมูลสาธารณะ”
อมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) อธิบายว่า หัวใจของกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) คือการสร้างระบบ “เปิดเผยข้อมูลมลพิษ” (Right to Know) ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง
ปัจจุบัน แม้ประเทศไทยมีกฎหมายบังคับให้ผู้ก่อมลพิษรายงานข้อมูลต่อรัฐ แต่ข้อมูลเหล่านั้นยังคงกระจัดกระจายและไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ของตนเองได้อย่างแท้จริง

PRTR จึงถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยน “ข้อมูลที่เข้าถึงยาก” ให้กลายเป็น “ฐานข้อมูลกลาง” ที่ทุกคนสามารถใช้งานได้
ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษ
กฎหมาย PRTR ครอบคลุมการปล่อยมลพิษทั้งทางอากาศ น้ำ และของเสีย โดยอ้างอิงสารเคมีอันตรายกว่า 100 ชนิดตามมาตรฐานสากล

แหล่งกำเนิดมลพิษแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- Point Source: แหล่งกำเนิดชัดเจน เช่น โรงงานอุตสาหกรรม
- Non-point Source: แหล่งกำเนิดกระจาย เช่น ยานพาหนะหรือการขนส่ง
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมในระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนสามารถเข้าถึงได้เท่าเทียมกัน

ประโยชน์รอบด้าน: ประชาชน–รัฐ–ธุรกิจ
กฎหมาย PRTR ถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสิ่งแวดล้อม” ที่ส่งผลต่อหลายภาคส่วน
ประชาชน: ตรวจสอบมลพิษในพื้นที่ วิเคราะห์ความเสี่ยงต่อสุขภาพได้
ภาครัฐ: ใช้ข้อมูลกำหนดนโยบาย แก้ปัญหาได้ตรงจุด และเพิ่มโอกาสเข้าเป็นสมาชิก OECD
ภาคเอกชน: ปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดมลพิษ และยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
สถานะกฎหมาย: ผ่านด่านแรก แต่สะดุดการเมือง
ร่างกฎหมาย PRTR ได้รับแรงสนับสนุนอย่างมากจากภาคประชาชน โดยมีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 12,000 คน และเคยผ่านการพิจารณาวาระที่ 1 ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเกิน 400 เสียง
อย่างไรก็ตาม กระบวนการต้องหยุดชะงักจากการ “ยุบสภา” ทำให้ยังไม่สามารถเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 ได้
ภาคประชาสังคมจึงเรียกร้องให้รัฐบาลปัจจุบัน “ยืนยันร่างกฎหมาย” เพื่อเดินหน้าต่อทันที โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่

มุมมองภาครัฐ: กฎหมายจำเป็น แต่มีความท้าทาย
ด้านกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ปัจจุบันกรมฯ มีบทบาทด้านวิชาการเป็นหลัก และยังขาดอำนาจทางกฎหมายในบางมิติ ทำให้ PRTR เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพการจัดการมลพิษ
อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายยังมีความท้าทาย เช่น ภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ความกังวลเรื่องความลับทางการค้า และความพร้อมของภาคเกษตรในการรายงานข้อมูล (เช่น ปัญหา PM2.5)
ทิศทางกฎหมาย: บูรณาการทั้งระบบ
ในอนาคต PRTR จะต้องทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงเกษตรฯ (ดูแลข้อมูลภาคเกษตร) กรมการขนส่งทางบก (ข้อมูลยานพาหนะ)
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่กำลังถูกผลักดัน เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งจะทำให้โครงสร้างการจัดการสิ่งแวดล้อมของไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

PRTR ไม่ใช่เพียงกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่คือ “จุดเปลี่ยน” ของการเข้าถึงข้อมูลมลพิษในประเทศไทย จากระบบปิดสู่ความโปร่งใส
ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุนและการบังคับใช้ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะสามารถผลักดันกฎหมายนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้เร็วเพียงใด — เพื่อให้สิทธิในการรับรู้ของประชาชนกลายเป็นความจริง

