ประเทศไทยกำลังก้าวอีกขั้นสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม สินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมถูกยกระดับสู่เครื่องมือทางการเงินเต็มรูปแบบ หลัง ครม. เห็นชอบให้ “คาร์บอนเครดิต” สามารถซื้อขายในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ เปิดทางภาคธุรกิจบริหารความเสี่ยงต้นทุนคาร์บอนล่วงหน้า พร้อมปูพรมรองรับกฎหมายลดโลกร้อนในอนาคต
มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดทุนไทย แต่ยังส่งสัญญาณชัดว่า “คาร์บอน” กำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ทุกองค์กรต้องวางแผนรับมือ
เพิ่มคาร์บอนเครดิต–REC–Allowance สู่สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 ก.พ. 2569 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ให้เพิ่มสินค้าและตัวแปรอ้างอิงใหม่ ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) พ.ศ. 2546 ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.
สาระสำคัญคือ
- คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)
- สิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance)
- ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)
ทั้งหมดสามารถนำมาใช้เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ได้

การเปิดทางครั้งนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการ “ล็อกต้นทุนคาร์บอนล่วงหน้า” หรือป้องกันความเสี่ยงด้านราคาที่อาจผันผวนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยเตรียมเข้าสู่ระบบกำกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบภาคบังคับ
รับกฎหมายโลกร้อน ดันดีมานด์คาร์บอนเครดิตพุ่ง
แม้ปัจจุบันตลาดคาร์บอนของไทยยังเป็นภาคสมัครใจ และราคาต่ำกว่าตลาดโลก แต่รัฐบาลกำลังเตรียมรองรับการบังคับใช้ “พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือกฎหมายลดโลกร้อน
เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเกินเพดานจะต้องซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยทันที ซึ่งจะทำให้
- ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น
- ราคาสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น
- ตลาดซื้อขายคึกคักขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การมีตลาดฟิวเจอร์สรองรับตั้งแต่วันนี้ จึงเปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
จากสินทรัพย์สิ่งแวดล้อม สู่เครื่องมือการเงินยุคใหม่
รัฐมนตรีคลังชี้ว่า ตลาดอนุพันธ์โลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดแค่ทองคำ น้ำมัน หรือสินค้าเกษตรอีกต่อไป แต่ขยายไปสู่สินทรัพย์ที่สะท้อนความเสี่ยงยุคใหม่ เช่น คาร์บอน และสินทรัพย์ดิจิทัล
ไทยเองกำลังก้าวสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และ เศรษฐกิจดิจิทัล การมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ทั้งสองมิติ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ครม.ไฟเขียวดิจิทัลแอสเซ็ตร่วมด้วย
นอกจากคาร์บอนเครดิต ครม.ยังอนุมัติให้
- คริปโทเคอร์เรนซี
- โทเคนดิจิทัล
สามารถใช้เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ได้เช่นกัน พร้อมปรับปรุงดัชนีอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยให้สะท้อนภาวะตลาดจริงมากขึ้น
ถือเป็นการยกระดับการกำกับดูแลความเสี่ยงทางการเงินให้ครอบคลุม “โลกใหม่” มากขึ้น
มติครั้งนี้สำคัญอย่างไรต่อธุรกิจไทย?
จากมติไฟเขียวคาร์บอนเครดิต จะส่งผลกระทบที่ต้องจับตาได้แก่
- บริษัทขนาดใหญ่บริหารต้นทุนคาร์บอนได้แม่นยำขึ้น
- นักลงทุนมีผลิตภัณฑ์ ESG/Green Finance มากขึ้น
- ตลาดทุนไทยเชื่อมโยงมาตรฐานสากล
- หนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ปี 2050
- เตรียมพร้อมก่อนกฎหมายลดโลกร้อนบังคับใช้จริง
เรียกได้ว่า “คาร์บอนเครดิต” กำลังเปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือสิ่งแวดล้อม สู่สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจเต็มตัว

