เปิดไอเดียความร่วมมือ แวนทีฟ – ม.เกษตรฯ เปลี่ยนถุงน้ำยาล้างไตใช้แล้วเป็นสินค้า Upcycling วิเคราะห์ผลต่อธุรกิจสุขภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน
การจัดการ “ขยะทางการแพทย์” กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคสาธารณสุขและธุรกิจไทย หลังประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้จากถุงน้ำยาล้างไตกว่า 4,000 ตันต่อปี ขณะที่จำนวนผู้ป่วยโรคไตยังอยู่ในระดับสูงของโลก
ความร่วมมือระหว่าง แวนทีฟ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) และ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ แต่สะท้อนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจเริ่มมอง “ของเสีย” เป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างมูลค่าใหม่ภายใต้แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน

จากขยะทางการแพทย์สู่สินค้ามูลค่าเพิ่ม
ถุงน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD) เป็นวัสดุที่เกิดขึ้นจากการรักษาผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งต้องเปลี่ยนถุงน้ำยาเป็นประจำ ส่งผลให้มีพลาสติกใช้แล้วจำนวนมากเกิดขึ้นในแต่ละปี ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า ประเทศไทยมีวัสดุใช้แล้วจากถุงน้ำยาล้างไตมากกว่า 4,000 ตันต่อปี ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังติด 1 ใน 5 ประเทศที่มีผู้ป่วยโรคไตสูงที่สุดของโลก ทำให้ปริมาณวัสดุเหลือใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากโจทย์ดังกล่าว บริษัท แวนทีฟ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงร่วมกับ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาโครงการ Upcycling โดยนำถุงน้ำยาล้างไตที่ผ่านการใช้งานแล้ว มาทำความสะอาดและออกแบบใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ภายใต้แบรนด์ Scrap Shop
ผลิตภัณฑ์ที่ได้ประกอบด้วยกระเป๋า เป้ และของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งใช้คุณสมบัติเดิมของวัสดุพลาสติกที่มีความแข็งแรงและทนทานมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ใหม่

การล้างไตทางช่องท้องจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม
การล้างไตทางช่องท้องที่บ้านเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย เพราะช่วยลดภาระการเดินทางไปโรงพยาบาล เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การรักษารูปแบบนี้ต้องใช้ถุงน้ำยาจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดพลาสติกใช้แล้วในปริมาณสูง ซึ่งเป็นความท้าทายด้านการจัดการของเสีย หากไม่มีระบบนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
โครงการ Upcycling ครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนวัสดุที่เคยมีปลายทางเป็นขยะ ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่แทนการกำจัดเพียงอย่างเดียว

Circular Economy เริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมสุขภาพ
แม้โครงการนี้จะไม่ได้มุ่งเน้นการผลิตเชิงพาณิชย์ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งเดิมมักให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการรักษาเป็นหลัก ปัจจุบัน ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วโลก เริ่มถูกคาดหวังให้รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังการใช้งาน

หากโมเดลลักษณะนี้สามารถขยายผลได้ในอนาคต อาจนำไปสู่
- การลดปริมาณขยะพลาสติกจากภาคการแพทย์
- การเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ผ่านการออกแบบ
- การสร้างอาชีพและรายได้ให้ชุมชนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต
- การผลักดันแนวคิด Extended Producer Responsibility (EPR) หรือความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน
โอกาสของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ “กระเป๋า” แต่อยู่ที่โมเดลการจัดการทรัพยากร
ในเชิงธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์แฟชั่นเพียงอย่างเดียว แต่คือแนวคิดการสร้างระบบหมุนเวียนทรัพยากร (Resource Circularity) ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่เสมอไป แต่สามารถอาศัยการออกแบบและนวัตกรรมสร้างสรรค์เข้ามาช่วยต่อยอด

ในระยะยาว โมเดลลักษณะนี้อาจกลายเป็นต้นแบบให้กับอุตสาหกรรมอื่นที่มีวัสดุใช้แล้วจำนวนมาก เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร อุปกรณ์ทางการแพทย์ และพลาสติกอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐาน ESG มากขึ้น
ความร่วมมือระหว่างแวนทีฟและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สะท้อนทิศทางใหม่ของภาคธุรกิจสุขภาพ ที่เริ่มมองการจัดการวัสดุเหลือใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน มากกว่าการจัดการของเสียปลายทาง
แม้โครงการจะยังอยู่ในระดับต้นแบบ แต่การนำถุงน้ำยาล้างไตใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการสร้างมูลค่าใหม่ แสดงให้เห็นว่าแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ได้จริง และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบจัดการทรัพยากรที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

