ธนาคารกรุงเทพ ลงนามความร่วมมือ 5 หน่วยงานเพื่อฟื้นฟู ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนทิศทางใหม่ของภาคการเงิน ที่เชื่อมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเข้ากับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านกลไก คาร์บอนเครดิต และการสร้างรายได้ให้ชุมชน
โครงการระยะเวลา 15 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 1,331 ไร่ ตั้งเป้ากักเก็บก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) พร้อมนำแนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดความเสี่ยงไฟป่า
ธนาคารกรุงเทพขยับ ESG จาก CSR สู่การลงทุนด้านธรรมชาติ
กระแสการดำเนินธุรกิจด้าน ESG กำลังเปลี่ยนจากกิจกรรมเพื่อสังคมระยะสั้น ไปสู่การลงทุนที่สร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ 5 ภาคี ได้แก่ กรมป่าไม้ มูลนิธิป่าชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ ภายใต้โครงการ “Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ” เพื่อฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ.2568-2582) พื้นที่ดำเนินโครงการประกอบด้วยป่าชุมชน 3 แปลง รวมพื้นที่ 1,331 ไร่

โครงการ “Bualuang Save the Earth: รักษ์ป่าถ้ำเสือ” นำแนวคิด “ป่าเปียก” ผสานเทคโนโลยีลดความเสี่ยงไฟป่า โดยหัวใจของโครงการคือการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ระบบนิเวศ ลดโอกาสเกิดไฟป่า และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่
มาตรการสำคัญประกอบด้วย
- ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
- ถังเก็บน้ำ 10 ถัง ความจุรวม 20,000 ลิตร
- กระจายน้ำจากพื้นที่สูงลงสู่ผืนป่า
- สร้างแนวกันไฟแบบเปียก
- สร้างฝายชะลอน้ำจากวัสดุธรรมชาติในพื้นที่

แนวทางดังกล่าวเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คาร์บอนเครดิต กลไกสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน
นอกจากนี้ โครงการยังเชื่อมโยงการอนุรักษ์ป่ากับกลไกทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน โดยธนาคารประเมินว่า ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ป่าชุมชนแห่งนี้จะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิต ช่วยสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน เพื่อนำไปใช้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า คาดว่าตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมสร้างกลไกการขายคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อเป็นทุนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของป่าชุมชน จากการเป็นพื้นที่อนุรักษ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่สินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมออกแบบการใช้ประโยชน์ป่า
นอกเหนือจากการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ธนาคารยังจัดประกวด “ป่าชุมชนหลากสี” เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและประชาชนร่วมเสนอแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ โครงการได้รับความสนใจจากผู้สมัครกว่า 156 ทีม จากทั่วประเทศ
แนวคิดที่ผ่านการคัดเลือกจะถูกพัฒนาสู่การใช้งานจริง เพื่อยกระดับป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือให้เป็นทั้ง แหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และต้นแบบการบริหารจัดการป่าชุมชนที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่น
แนวทางความร่วมมือ มีนัยต่อภาคธุรกิจ
1. ภาคการเงินแข่งขันด้าน Nature-based Solutions มากขึ้น
การลงทุนด้านการฟื้นฟูธรรมชาติกำลังกลายเป็นอีกมิติของการแข่งขันด้าน ESG ในภาคธนาคาร นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) โดยโครงการที่สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตและผลลัพธ์เชิงระบบนิเวศอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในระยะยาว

2. คาร์บอนเครดิตมีบทบาทต่อเศรษฐกิจชุมชน
หากโครงการสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้ตามเป้าหมาย จะเป็นตัวอย่างของการนำทรัพยากรธรรมชาติมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยรายได้จากเครดิตคาร์บอนสามารถนำกลับมาหมุนเวียนเพื่อดูแลป่าและพัฒนาชุมชน ลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว
3. ป่าชุมชนอาจกลายเป็นโมเดล ESG ใหม่ของประเทศไทย
การผสานองค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำ เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และการมีส่วนร่วมของชุมชน ทำให้โครงการลักษณะนี้มีศักยภาพในการขยายผลสู่พื้นที่อื่น หากสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย
โครงการฟื้นฟูป่าชุมชนบ้านถ้ำเสือสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภาคการเงินไทยสู่การลงทุนด้าน Natural Capital หรือทุนทางธรรมชาติ ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่พยายามสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ผ่านคาร์บอนเครดิต การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการมีส่วนร่วมของชุมชน หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย โครงการนี้อาจกลายเป็นต้นแบบของการเชื่อมโยง ESG กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

