ไทย ก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เผยความคืบหน้าของ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาได้ภายในเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคมนี้ ถือเป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของไทยที่วางกรอบการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างครบวงจร
ก้าวสำคัญสู่การรับมือ Climate Change ของประเทศไทย
กฤตยา ชุณหวิริยะกุล ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนามาตรการและกลไก กองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในเวที “Supplier Forum 2025” จัดโดยบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในหัวข้อ Preparing for Environment Regulations and Climate Change ว่า ปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กลายเป็นความท้าทายระดับโลกที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง จากการสะสมของ ก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นกว่า 1 องศาเซลเซียส ภายในร้อยปี และนำไปสู่ภัยพิบัติรุนแรงทั่วโลก ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และพายุที่ทวีความรุนแรง

“ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อาหาร ความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจของประเทศ” กฤตยากล่าว พร้อมย้ำว่าทั่วโลกได้เริ่มกำหนด มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและคาร์บอน ที่เข้มข้นขึ้น เพื่อเร่งให้ทุกประเทศมุ่งสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก
จากข้อตกลงปารีสสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
ประเทศไทยในฐานะภาคีของ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้กำหนดเป้าหมายระยะยาวให้บรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 และ Net Zero Greenhouse Gas Emissions ภายในปี 2065

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ประกาศความมุ่งมั่นใหม่ในการ เร่งเป้าหมาย Net Zero ให้สำเร็จภายในปี 2050 เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในมาตรฐานสากลและรองรับกลไกทางการค้าคาร์บอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมี เป้าหมายระยะกลาง (NDC) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำ NDC ฉบับใหม่สำหรับปี 2035 ซึ่งคาดว่าจะยกระดับเป้าหมายขึ้นเป็นราว 60% โดยครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม การจัดการของเสีย และภาคเกษตรกรรม

“พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” กลไกใหม่สู่การจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ
ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 2) มีทั้งหมด 14 หมวด 205 มาตรา โดยมุ่งสร้าง “ระบบการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” ที่ครบวงจร ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย การติดตามประเมินผล ไปจนถึงการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ได้แก่
- การรับรองสิทธิประชาชน ในการเข้าถึงข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศและมีส่วนร่วมเสนอแนะนโยบาย
- การจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดทิศทางและกำกับนโยบายระดับประเทศ

- ระบบบัญชีก๊าซเรือนกระจกแห่งชาติ เพื่อติดตามผลการลดการปล่อยและจัดทำรายงานตามมาตรฐานของ IPCC
- กลไกตลาดคาร์บอน (Emission Trading Scheme: ETS) อนุญาตให้ภาคธุรกิจซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซภายใต้เพดานที่กำหนด โดยสามารถใช้คาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจมาชดเชยได้บางส่วน
- มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) สำหรับผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซสูง โดยตั้งเพดานสูงสุดไว้ที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน CO₂ ภายในปี 2050

- กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Mechanism) เพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศจากความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนสิ่งแวดล้อม
- การจัดตั้ง “กองทุนภูมิอากาศ” เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซ การปรับตัว และการพัฒนาศักยภาพภาคส่วนต่าง ๆ โดยรายได้มาจากกลไกทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การประมูลสิทธิ์ในระบบ ETS หรือค่าธรรมเนียมจากกลไกคาร์บอนระหว่างประเทศ

Thailand Taxonomy: เข็มทิศการเงินสีเขียว
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นระบบจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- Green (สีเขียว): กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดก๊าซเรือนกระจก
- Amber (สีเหลือง): กิจกรรมที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
- Red (สีแดง): กิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง

เครื่องมือนี้จะถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเงินสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศ รวมถึงแนวทางการลงทุนของสถาบันการเงิน เพื่อผลักดันให้ทุนไหลไปสู่กิจกรรมที่เป็น “Green Economy” อย่างแท้จริง
มิติการปรับตัวและแผนระดับพื้นที่
นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ร่าง พ.ร.บ. ยังให้ความสำคัญกับ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) โดยให้ทุกหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงระดับจังหวัดและท้องถิ่น จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัว เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ

แผนดังกล่าวจะสอดคล้องกับ แผนการปรับตัวแห่งชาติ (National Adaptation Plan) ที่ครอบคลุม 6 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดการน้ำ เกษตรยั่งยืน สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ การตั้งถิ่นฐาน และการท่องเที่ยว
ทิศทางต่อไป จากนโยบายสู่การลงมือทำ
กฤตยา กล่าวว่า การมี พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนและทันต่อกลไกการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ที่เริ่มใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) แล้ว
“นี่คือจังหวะสำคัญที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องเดินไปด้วยกัน เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ได้อย่างสมดุลและแข่งขันได้ในเวทีโลก”


