NAREE จากลิปสติกแท่งแรกสู่แบรนด์ T-Beauty ที่เติบโตด้วย “ความเข้าใจผู้บริโภค” พร้อมรุก Gen Z ผ่านกลยุทธ์ Multi-Function Beauty ดึง 4EVE ร่วมขยายตลาด ตั้งเป้าบลัชออน 100 ล้านบาทใน 6 เดือน
NAREE แบรนด์ T-Beauty ที่เติบโตด้วย “ความเข้าใจผู้บริโภค”
สนามธุรกิจการแข่งขันของตลาด T-Beauty ที่ร้อนแรงขึ้นทุกปี การเติบโตของแบรนด์จำนวนไม่น้อยมักเกิดจากการทำตลาดเชิงรุกหรือการสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย แต่สำหรับ NAREE แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยที่อยู่ในตลาดมานานเกือบ 10 ปี เส้นทางการเติบโตกลับแตกต่างออกไป เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์เลือกเติบโตจาก “การซื้อซ้ำ” ของลูกค้า มากกว่าการใช้งบการตลาดจำนวนมหาศาล

วันนี้ NAREE กำลังเดินเข้าสู่บทใหม่ของธุรกิจ ทั้งการเปิดตัว Perfect Touch Blush บลัชออนรุ่นใหม่ และการดึง 4EVE เป็นพรีเซนเตอร์ และการวางกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าสู่ Gen Z เพื่อเร่งการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว ขณะที่ยังคงยึดแนวคิดสำคัญที่เป็น DNA ของแบรนด์ นั่นคือ “การออกแบบเครื่องสำอางที่เข้าใจผู้บริโภคจริง”

จุดเริ่มต้นของ NAREE ไม่ได้เกิดจากความอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ
คุณมุก – มุจรินทร์ ชุติมาทิพากร ผู้ก่อตั้งและ Senior Marketing and Brand Marketing บริษัท ที เอส คอสเมติก จำกัด ผู้บริหารแบรนด์คอสเมติก NAREE เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า การสร้างแบรนด์ไม่ได้เกิดจากความฝันที่จะเป็นนักธุรกิจ แต่เกิดจากการเป็น “ผู้บริโภค” คนหนึ่งที่พบปัญหาในการแต่งหน้า
เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ตลาดลิปสติกยังมีตัวเลือกไม่มาก ผู้หญิงจำนวนมากต้องซื้อลิปหลายสีมาผสมกัน เพื่อให้ได้เฉดสีที่เหมาะกับผิวของตัวเอง จึงเกิดคำถามง่าย ๆ ว่า
“ทำไมไม่มีลิปสติกที่หยิบขึ้นมาทาแล้วสวยได้เลย โดยไม่ต้องคิดว่าจะต้องผสมสีอะไรอีก”
คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ NAREE และเป็นเหตุผลที่แบรนด์เลือกพัฒนาเฉดสีจำนวนมากตั้งแต่คอลเลกชันแรก เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ได้ตรงกับโทนผิวและสไตล์ของตัวเองมากที่สุด
และแนวคิดดังกล่าวยังคงเป็นหัวใจของการพัฒนาสินค้าทุกชิ้นจนถึงปัจจุบัน

ความหลากหลาย ไม่ใช่แค่เฉดสี แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง
สำหรับ NAREE ความหมายของคำว่า “Beauty Diversity” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนเฉดสี แต่รวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีสภาพผิว ไลฟ์สไตล์ และข้อจำกัดในการใช้ชีวิตแตกต่างกัน
Perfect Touch Blush รุ่นใหม่ จึงไม่ได้มีเพียง 18 เฉดสี แต่ยังแบ่งออกเป็น 3 เนื้อสัมผัส ได้แก่ Matte, Cream และ Shimmer เพื่อรองรับทั้งผิวมัน ผิวแห้ง และทุกสภาพผิว พร้อมคำนึงถึงสภาพอากาศของประเทศไทยโดยเฉพาะ
แนวคิดนี้สะท้อนปรัชญาของแบรนด์ที่เชื่อว่า “ทุกคนมีความสวยในแบบของตัวเอง” และเครื่องสำอางควรช่วยส่งเสริมความแตกต่าง มากกว่ากำหนดมาตรฐานความงามแบบเดียว

จาก Multi-Shade สู่ Multi-Function เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยน สินค้าก็ต้องเปลี่ยน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของ NAREE คือการต่อยอดจากการพัฒนา “เฉดสี” ไปสู่การพัฒนา “ฟังก์ชันการใช้งาน”
คุณมุก อธิบายว่า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น แบรนด์จึงออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้งานได้มากกว่าหนึ่งหน้าที่ Perfect Touch Blush รุ่นล่าสุด สามารถใช้ได้ทั้งแก้มและเปลือกตา ช่วยให้แต่งหน้าได้ทั้งลุคในตลับเดียว ขณะที่ในอนาคต NAREE ยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ทั้ง ตา แก้ม และปาก เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน
ผู้บริหารย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการไล่ตามกระแส แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ และใช้งานได้หลากหลายที่สุด

เติบโตด้วย “ลูกค้าซื้อซ้ำ” ก่อนเดินหน้าสร้าง Brand Awareness
แม้ NAREE จะอยู่ในตลาดมานานเกือบ 10 ปี แต่ที่ผ่านมาแบรนด์แทบไม่ได้ลงทุนด้านการตลาดเชิงรุก
คุณมุก ยอมรับว่า กลยุทธ์หลักในอดีตคือการทำให้ผู้บริโภคใช้สินค้าแล้วกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้แบรนด์สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และอยู่รอดในตลาดเครื่องสำอางที่มีการแข่งขันสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขันของตลาด T-Beauty เปลี่ยนไป การสร้างการรับรู้แบรนด์จึงกลายเป็นภารกิจสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

รุก Gen Z ด้วย 4EVE เพราะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสูง
การเลือก 4EVE เป็นพรีเซนเตอร์ ถือเป็นการปรับเกมการตลาดครั้งสำคัญของ NAREE
คุณมุก อธิบายว่า แบรนด์ไม่ได้เลือกศิลปินจากความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจากภาพลักษณ์ของสมาชิกทั้ง 7 คนที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง และความหลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์โดยตรง
ขณะเดียวกัน การรุกตลาด Gen Z ก็เป็นการตอบรับต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน Gen Z กลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในแทบทุกอุตสาหกรรม และมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 70% ของแรงขับเคลื่อนตลาดผู้บริโภคในภาพรวม ตามมุมมองของบริษัท
ด้วยเหตุนี้ NAREE จึงเดินหน้าปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้น ผ่านการใช้พรีเซนเตอร์รุ่นใหม่ การเพิ่มสื่อโฆษณา Outdoor, LED Billboard และการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมในกลุ่ม Gen Y เอาไว้ควบคู่กัน

การเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน
ปัจจุบัน NAREE มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 20 ล้านบาทต่อเดือน และตั้งเป้ายอดขายของ Perfect Touch Blush ไว้ที่ 100 ล้านบาทภายใน 6 เดือน พร้อมแผนขยายช่องทางจำหน่ายสู่ร้านสะดวกซื้อ และเตรียมขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณมุก เป้าหมายที่สำคัญกว่าตัวเลข คือการทำให้ NAREE เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงในระยะยาว
“มุกอยากเป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในหัวใจลูกค้าจริง ๆ ไม่ใช่แค่แบรนด์กระแส อยากให้ทุกเจเนอเรชันหยิบ NAREE ขึ้นมาใช้ได้เสมอ”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนภาพของแบรนด์ไทยที่ไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยความเข้าใจผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และการสร้างคุณค่าที่ใช้งานได้จริง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดัน NAREE ให้ก้าวสู่การเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ T-Beauty ที่น่าจับตามองในอนาคต

