เครือข่ายภาคประชาชน กว่า 14 องค์กร ค้าน “ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน” ชี้เปิดทางฟอกเขียว เอื้อทุนฟอสซิล ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางสภาพภูมิอากาศ ยื่น UN คัดค้าน ระบุไม่ตอบโจทย์สิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ
เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาสังคมกว่า 14 องค์กร รวมตัวกันบริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือต่อผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) คัดค้านร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน” โดยระบุว่ากฎหมายดังกล่าวไม่สามารถคุ้มครองประชาชนจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง และมีความเสี่ยงเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ และกลไกคาร์บอนเครดิตที่อาจกลายเป็นเครื่องมือฟอกเขียวอย่างถูกกฎหมาย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “รัฐไทยกับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม” เพื่อสะท้อนข้อกังวลของภาคประชาชนต่อกลไกสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก

เหตุใดภาคประชาชนจึงคัดค้านร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน?
เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศมองว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าประเทศไทยจะสนับสนุนมติของสหประชาชาติที่รับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืนในฐานะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานก็ตาม
เครือข่ายฯ ระบุว่า การรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ ได้แก่
- สิทธิมนุษยชน
- ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ
- สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี
- สิทธิในที่ดิน
- สิทธิในการจัดการทรัพยากรของชุมชน

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคเอกชนยึดหลัก “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” และบังคับใช้หลักการ Polluters Pay Principle หรือ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” อย่างเป็นรูปธรรม
ตัวแทนชุมชนทั่วประเทศสะท้อนผลกระทบจริงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
ภายในกิจกรรม ตัวแทนเครือข่ายจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศได้ร่วมสะท้อนผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็น
- ผลกระทบของสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรกรรม
- ปัญหาจากเหมืองแร่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- การประกาศเขตป่าสงวนทับซ้อนพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง
- ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มคนจนเมือง
- ผลกระทบต่อชุมชนชายฝั่งจากนโยบายคาร์บอนเครดิต
- การลอยนวลพ้นผิดของกลุ่มทุนฟอสซิล
เครือข่ายฯ เห็นว่า แม้รัฐจะประกาศเดินหน้าเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม แต่กระบวนการดังกล่าวยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นอย่างเพียงพอ

คาร์บอนเครดิตถูกวิจารณ์ว่าเป็น “ใบอนุญาตฟอกเขียว”
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือการสนับสนุนระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้ร่างกฎหมายฉบับนี้
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ จากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ระบุว่า ร่างกฎหมายมุ่งส่งเสริมการใช้คาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ แทนที่จะลดการปล่อยก๊าซจากต้นทาง
เขาเห็นว่า แนวทางดังกล่าวอาจเปิดทางให้ภาคธุรกิจเลือกจ่ายเงินเพื่อซื้อคาร์บอนเครดิตมากกว่าปรับลดการปล่อยมลพิษจริง ส่งผลให้เป้าหมายการลดภาวะโลกร้อนไม่เกิดผลอย่างแท้จริง
นักวิชาการเตือนความเสี่ยง “Green Grabbing” และการแย่งยึดที่ดินสีเขียว
ดร.สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านวนศาสตร์ชุมชน แสดงความกังวลว่าการผลักดันตลาดคาร์บอนในพื้นที่ป่าโดยไม่มีการรับรองสิทธิชุมชน อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มองป่าเป็นเพียงเครื่องมือดูดซับคาร์บอนเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซของกลุ่มทุน ขณะที่มิติด้านนิเวศวิทยาและวิถีชีวิตของชุมชนกลับถูกละเลย
ดร.สุรินทร์ ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “Green Grabbing” หรือการแย่งยึดที่ดินภายใต้ข้ออ้างด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์สูญเสียพื้นที่ทำกินและสิทธิในการจัดการทรัพยากร

ยกบทเรียนต่างประเทศ เตือนประเทศไทยอาจเดินซ้ำรอยความล้มเหลว
ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ Climate Connector ยกตัวอย่างบทเรียนจากต่างประเทศว่า ในช่วงแรกของระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมฟอสซิลได้รับสิทธิปล่อยก๊าซฟรีจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกินมหาศาล ขณะที่การลดการปล่อยมลพิษกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ กรณีของเกาหลีใต้ แม้จะมีระบบคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง แต่การประเมินภายหลังพบว่ามีการประเมินปริมาณการลดการปล่อยก๊าซสูงเกินจริงถึง 18 เท่า
ธารา มองว่า ร่างกฎหมายของไทยมีแนวโน้มเดินตามแนวทางเดียวกัน และอาจกลายเป็น “สถาปัตยกรรมแห่งการฟอกเขียว” ในอนาคต

เครือข่ายเสนอ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” แทนการพึ่งพาคาร์บอนเครดิต
เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศเสนอให้รัฐบาลมุ่งเน้น “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” เป็นกลไกหลักในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย
- ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่ประชาชนเข้าถึงได้
- เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงาน
- สร้างความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นธรรม
- ลดผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

อรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมจากกรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า การกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนเป็นแนวทางที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางได้จริง พร้อมทั้งช่วยลดค่าครองชีพ คืนสิทธิด้านพลังงานให้ประชาชน และลดปัญหามลพิษทางอากาศที่กระทบสุขภาพคนไทย
ร่างกฎหมายอยู่ขั้นตอนใดในปัจจุบัน?
ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ปัจจุบันร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และยังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากทุกภาคส่วน โดยคาดว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายในปี 2569

กฎหมายโลกร้อนควรคุ้มครองใคร?
คำถามสำคัญที่เครือข่ายฯ ต้องการส่งถึงสังคมคือ การแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยควรตั้งอยู่บนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากต้นทางอย่างแท้จริง หรือเปิดพื้นที่ให้กลไกคาร์บอนเครดิตเข้ามาชดเชยการปล่อยมลพิษของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต่อไป
ประเด็นนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของการกำหนดนโยบายสภาพภูมิอากาศไทย และอาจส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชนของประเทศในระยะยาว
เครือข่ายประชาชนเพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศยืนยันจุดยืนคัดค้านร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรูปแบบปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงเนื้อหาให้ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการรับรองสิทธิชุมชนในทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม

