เจาะศักยภาพอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทย โอกาสส่งออก การแข่งขัน ต้นทุน และผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ในยุคเศรษฐกิจสีเขียว สนค. เผย เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป ไปจนถึงตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน
“พลาสติกชีวภาพ” กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากทั้งวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งมีวัตถุดิบทางการเกษตรจำนวนมาก ถูกจับตามองในฐานะฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค แม้ยังเผชิญโจทย์ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไปกว่า 2 เท่า
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป ไปจนถึงตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน
พลาสติกชีวภาพได้แรงหนุนจาก 2 ปัจจัยโลก
การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลาสติกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากความต้องการของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก ได้แก่
1. ความเสี่ยงด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อการขนส่งและการเข้าถึงน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตพลาสติกจากฟอสซิลมีความผันผวนมากขึ้น

2. กฎสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าเข้มงวดขึ้น
อีกแรงผลักสำคัญคือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์และการจัดการของเสีย ส่งผลให้ผู้ผลิตทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ไทยได้เปรียบจากวัตถุดิบ แต่ยังติดโจทย์ต้นทุน
รายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เนื่องจากมีวัตถุดิบสำคัญอย่าง อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบชีวภาพสำหรับผลิตเม็ดพลาสติกได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2570 ส่งผลให้ภาคเอกชนเริ่มลงทุนต่อยอดห่วงโซ่อุปทานจากภาคเกษตรสู่การผลิตบรรจุภัณฑ์มูลค่าสูง
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการแข่งขันยังถูกจำกัดด้วยต้นทุนการผลิต

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ปี 2568 มูลค่าตลาดส่งออก PLA โลก 531.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 125.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 23.5% ของตลาดโลก ไทยเป็น ผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยไม่ได้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรม แต่มีฐานการผลิตที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้แล้ว
OECD เสนอ 5 แนวทางลดต้นทุนและเร่งการเปลี่ยนผ่าน
เพื่อให้พลาสติกชีวภาพแข่งขันกับพลาสติกจากฟอสซิลได้ OECD เสนอให้ภาครัฐดำเนินมาตรการอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- สนับสนุนเงินลงทุนเพื่อลดต้นทุนการผลิต
- จัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการขยะพลาสติก
- ใช้ภาษีคาร์บอนสะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม
- กระตุ้นการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ
- จำกัดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียว โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถใช้พลาสติกชีวภาพทดแทนได้ เช่น ถุงพลาสติก กล่องอาหาร และแก้วพลาสติก
พลาสติกชีวภาพกำลังเปลี่ยนเกมการแข่งขัน
ในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจที่สามารถปรับสายการผลิต รองรับพลาสติกชีวภาพได้ก่อน มีแนวโน้มได้เปรียบในการเข้าถึงตลาดยุโรปและประเทศที่กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตที่ยังพึ่งพาพลาสติกจากฟอสซิลอาจเผชิญต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้นในอนาคต
ส่วนของภาคเกษตร ความต้องการอ้อยและมันสำปะหลังในฐานะวัตถุดิบอุตสาหกรรมชีวภาพ อาจช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร ลดการพึ่งพาตลาดสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม และสร้างโอกาสให้เกษตรกรเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมมูลค่าสูงมากขึ้น
ในระยะสั้น ราคาสินค้าบรรจุภัณฑ์ชีวภาพอาจยังสูงกว่าสินค้าทั่วไปจากต้นทุนการผลิต แต่หากมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ช่องว่างด้านราคามีแนวโน้มลดลง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น
อุตสาหกรรมไทยการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดเพียงต้นทุนการผลิต แต่รวมถึง “ต้นทุนคาร์บอน” และความสามารถในการตอบสนองข้อกำหนดด้าน ESG ของประเทศคู่ค้า ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการส่งออก
มาตรการภาครัฐที่อยู่ระหว่างการผลักดัน
ขณะนี้ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการสนับสนุนหลายด้าน อาทิ สิทธิประโยชน์การลงทุนผ่าน BOI แผนแม่บทพัฒนาอุตสาหกรรมไทย การส่งเสริมการค้าสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจับคู่ธุรกิจและขยายตลาดต่างประเทศ และการผลักดันเครื่องหมาย Thailand Trust Mark (T Mark)
นันทพงษ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทยเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืน สอดรับกับกระแสการค้าที่ให้ความสำคัญกับสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร และตอบสนองความต้องการของคู่ค้าในตลาดโลก
แม้อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทยยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนการผลิต แต่ทิศทางของกฎระเบียบการค้าโลก ความต้องการลดการปล่อยคาร์บอน และความได้เปรียบด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ทำให้ธุรกิจนี้กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว หากสามารถลดต้นทุนและเร่งสร้างอุปสงค์ภายในประเทศได้สำเร็จ ไทยมีโอกาสต่อยอดจากการเป็นผู้ส่งออก PLA อันดับ 3 ของโลก ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติกชีวภาพของภูมิภาคตามเป้าหมายภายในปี 2570 โดยการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้อยู่ที่ “ใครผลิตได้มากกว่า” แต่เป็น “ใครผลิตได้อย่างยั่งยืนและตอบโจทย์กติกาการค้าโลก”

