CEO กลุ่มบริษัทบางจาก ชี้พลังงานชีวภาพอาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย เสนอเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพแบบ Drop-in เป็น 20% มีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบเท่าประมาณ 2% ของ GDP เพิ่มการใช้จ่ายในประเทศราว 1.53 แสนล้านบาท พร้อมลดการนำเข้าน้ำมันประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ไทยสามารถต่อยอดวัตถุดิบในประเทศสู่ SAF, HVO และเชื้อเพลิงชีวภาพมูลค่าสูง เสริม Energy Security ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำเสนอมุมมองต่อทิศทางพลังงานของประเทศไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ตลอดจนความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องยกระดับ ความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (Energy Security & Resiliency)
โจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของระบบแบบ “Just-in-Time” กับการเตรียมความพร้อมรองรับความผันผวนและความเสี่ยงในรูปแบบ “Just-in-Case” เพื่อทำให้ระบบพลังงานของประเทศสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้มากขึ้น

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ขนส่งใช้พลังงาน 41% ชี้ Energy Transition ไทยต้องมีมากกว่าทางเลือก
ชัยวัฒน์ระบุว่า ภาคขนส่งคิดเป็น 41% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศไทย และใช้น้ำมันประมาณ 76% ของการใช้น้ำมันขั้นต้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของภาคขนส่งต่อโจทย์การเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ
ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่งจึงไม่ควรพึ่งพาแนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปิดให้มีทางเลือกหลากหลาย ทั้งการใช้ พลังงานไฟฟ้า และ เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Fuels) โดยต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานและระบบพลังงานที่ประเทศไทยมีอยู่ควบคู่กันไป
หนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยมีศักยภาพ คือการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบขนส่งเดิม ผ่านการเพิ่มสัดส่วน เชื้อเพลิงชีวภาพแบบ Drop-in ซึ่งสามารถนำมาใช้กับเครื่องยนต์และระบบเชื้อเพลิงที่มีอยู่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่

แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ แต่ยังเพิ่มการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ สร้างกิจกรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ
เพิ่ม Biofuel เป็น 20% สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเทียบเท่าราว 2% ของ GDP
หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์ที่ ชัยวัฒน์ กล่าวว่า หากประเทศไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการใช้ เชื้อเพลิงชีวภาพแบบ Drop-in เป็น 20% จะมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบเท่าประมาณ 2% ของ GDP
ผลดังกล่าวมาจากการเพิ่มการใช้จ่ายภายในประเทศประมาณ 153,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังสามารถช่วย ลดการนำเข้าน้ำมันประมาณ 63,000 ล้านบาท
นอกจากผลต่อการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศแล้ว การขยายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพยังสามารถช่วยสร้างงาน กระจายรายได้ และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในภาวะที่ตลาดพลังงานโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันด้านทรัพยากร

จากแนวพระราชดำริพลังงานทดแทน สู่โจทย์ Energy Security ยุคใหม่
ชัยวัฒน์ กล่าวถึงแนวพระราชดำริด้านพลังงานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรที่ประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง อาทิ ไบโอดีเซลจากปาล์ม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักคิดเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน ซึ่งกลับมามีความสำคัญอย่างมากในสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อความผันผวนของตลาดโลกและความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานทำให้ Energy Security กลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
บางจากต่อยอด Biofuel สู่ SAF-HVO-B24 ครบอากาศ ถนน และทะเล
กลุ่มบริษัทบางจากได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อรองรับการเดินทางทั้ง ทางอากาศ ทางถนน และทางทะเล
สำหรับภาคการบิน มีการผลิต เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน HEFA-SPK SAF (Sustainable Aviation Fuel) ด้วยกำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะที่การขนส่งทางถนนมี HVO หรือ Green Diesel และภาคการเดินเรือมี B24 เป็นอีกทางเลือกในการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนแนวทางการนำวัตถุดิบและศักยภาพที่ประเทศไทยมีอยู่มาต่อยอดสู่พลังงานมูลค่าสูง และอาจมีบทบาททั้งในมิติของการลดคาร์บอน การลดการนำเข้าพลังงาน และการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
“เชื้อเพลิงชีวภาพทุกหยดที่ผลิตในประเทศไทย ไม่ได้เพียงทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังสร้างรายได้ในประเทศ ขยายห่วงโซ่มูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นฐานสำหรับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงอย่าง SAF, HVO และผลิตภัณฑ์ชีวภาพขั้นสูง” นายชัยวัฒน์กล่าว

Biofuel กับโอกาสสร้างเศรษฐกิจพลังงานใหม่ของไทย
มุมมองที่ถูกนำเสนอในเวที New Energy for Thailand จึงสะท้อนอีกด้านของ Energy Transition ที่ไม่ได้มีเพียงการเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ระบบไฟฟ้า แต่รวมถึงการบริหารทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
หากประเทศไทยสามารถยกระดับวัตถุดิบภาคเกษตรและทรัพยากรชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์พลังงานมูลค่าสูง เช่น SAF, HVO และ Advanced Biofuels ได้มากขึ้น พลังงานชีวภาพจึงอาจมีบทบาทมากกว่าการเป็น “พลังงานทางเลือก” แต่สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่ภาคเกษตร อุตสาหกรรมพลังงาน การขนส่ง ไปจนถึงการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
ภายใต้โลกที่ความมั่นคงทางพลังงานกลับมาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การสร้างระบบพลังงานที่ใช้ทรัพยากรภายในประเทศควบคู่กับพลังงานสะอาดหลายรูปแบบ จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยในระยะต่อไป

