Brother ประเทศไทย เปิดกลยุทธ์ ESG ผสาน AI พัฒนาคนและนวัตกรรมสีเขียว ตั้งเป้าเป็นผู้นำ Sustainable Growth พร้อมเผยผลลัพธ์โครงการสิ่งแวดล้อมและวิสัยทัศน์
บราเดอร์ (brother) ESG กำลังก้าวสู่บทใหม่ของการดำเนินธุรกิจ เมื่อบริษัทประกาศยกระดับองค์กรด้วยการผสานเทคโนโลยี AI การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการดำเนินงานตามหลัก ESG เป็นแกนหลักของกลยุทธ์องค์กร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม พร้อมวางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นองค์กรผู้นำด้าน Sustainable Growth ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ภายใต้กรอบการดำเนินงาน The Brother Group Global Charter และแนวคิด “At Your Side, Every Side of Life”
แม้ตลาดเครื่องพิมพ์ทั่วโลกจะอยู่ในภาวะหดตัว แต่ Brother ประเทศไทยยังสามารถรักษาการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยไว้ที่ราว 3-4% ต่อปี พร้อมเดินหน้าลงทุนด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นรากฐานของการสร้างคุณค่าในระยะยาว ทั้งต่อธุรกิจ ลูกค้า พนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
ESG ไม่ใช่โครงการ CSR แต่คือกลยุทธ์หลักของธุรกิจ
พรภัค อุไพศิลป์สถาพร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินและบริหาร บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรไม่ได้มอง ESG เป็นกิจกรรมเสริม หรือ CSR ที่ทำเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่หลอมรวมอยู่ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริหารทรัพยากร การบริหารบุคลากร ตลอดจนการสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
“สำหรับบราเดอร์ ความยั่งยืนคือหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการดำเนินธุรกิจ (Core Business Strategy) ที่หลอมรวมอยู่ในทุกกระบวนการตัดสินใจ เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตระยะยาวควรดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลโลกและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน”

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ The Brother Group Global Charter ที่กำหนดกรอบการดำเนินธุรกิจผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่
- Group Management
- Group Growth
- Stakeholders
ทุกหน่วยงานทั่วโลกต้องดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างองค์กร ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า ผู้ถือหุ้น ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่านคำมั่น “At Your Side”
AI คือเครื่องมือสำคัญในการสร้างองค์กรแห่งอนาคต
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของ Brother คือการนำเทคโนโลยี AI และ Automation เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร
แม้ว่าการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการผลิตจะอยู่ภายใต้การดูแลของโรงงาน แต่ในประเทศไทย บริษัทได้จัดตั้งทีมงานเพื่อผลักดันให้พนักงานทุกฝ่ายสามารถเรียนรู้และใช้งาน AI ได้จริง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเตรียมองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจยุคใหม่
ในด้านบุคลากร Brother ยังเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่าน Reskill, Upskill, Job Rotation, Diversity และ Career Development เพื่อสร้างบุคลากรที่สามารถทำงานได้หลากหลาย มีความคล่องตัว และพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต
ตลาด Printing หดตัว แต่ Brother ยังเติบโตสวนกระแส
หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินธุรกิจ คือ Brother ประเทศไทยยังสามารถรักษาการเติบโตของยอดขายได้ประมาณ 3-4% ต่อปี แม้ตลาดเครื่องพิมพ์จะหดตัวอย่างต่อเนื่อง
ผู้บริหารยอมรับว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น วิกฤติชิปขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาพรวมยังเติบโตได้ต่อเนื่อง และเป็นประเทศที่สร้างยอดขายสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียของกลุ่ม Brother

“ตลาด Printing หดตัว แต่เรายังโตทุกปี และเป็นบริษัทที่ยอดขายในเอเชียสูงสุด เราโตประมาณ 3-4% ต่อปี”
ผู้บริหารมองว่า แนวโน้มของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม มีส่วนช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยลูกค้าจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อสินค้า Brother เพราะเห็นถึงความจริงจังในการดำเนินโครงการด้าน ESG และกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง
Green Innovation เปลี่ยน ESG ให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดผลได้
นอกเหนือจากการพัฒนาบุคลากรและการประยุกต์ใช้ AI แล้ว Brother ยังวาง “Green Innovation” เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพการใช้งานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของสินค้า
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเครื่องพิมพ์ Ink Tank เครื่องพิมพ์ Laser และโซลูชันด้านเอกสารสำหรับองค์กร ภายใต้แนวคิด Eco-design ที่เน้นการใช้งานระยะยาว การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการใช้ทรัพยากร และการลด Carbon Footprint เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับ Sustainable Operations ตั้งแต่การใช้พลังงานภายในสำนักงาน การจัดการของเสีย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การบริหารโลจิสติกส์ และบริการหลังการขาย โดยพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดทั้ง Value Chain ไม่ใช่เพียงเฉพาะกระบวนการผลิตเท่านั้น
จาก “ปลูกต้นไม้” สู่ “สร้างระบบนิเวศ” โมเดลใหม่ของ Brother
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวคิด ESG ของ Brother ได้ชัดเจนที่สุด คือโครงการปลูกป่าชายเลนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริษัทไม่ได้วัดความสำเร็จจาก “จำนวนต้นไม้ที่ปลูก” อีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาใช้ “อัตราการอยู่รอดของต้นไม้ (Survival Rate)” เป็นตัวชี้วัดหลัก ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์เชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ
พรภัค กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 17 ปี Brother ปลูกต้นไม้มาแล้วมากกว่า 11,000 ต้น แต่ยอมรับว่าในช่วง 14 ปีแรก อัตราการรอดของต้นไม้ต่ำกว่า 5% เนื่องจากพื้นที่ปลูกได้รับผลกระทบจากลมพายุและคลื่นทะเล ทำให้ต้นอ่อนเสียหายจำนวนมาก
บริษัทจึงปรับแนวคิดใหม่ โดยจับมือกับชุมชนคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม ให้เข้ามามีบทบาทดูแลพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนค่าบริหารจัดการแก่ชุมชน
ผลลัพธ์คือ แม้จำนวนต้นไม้ที่ปลูกจะลดลงเหลือประมาณ 500 ต้นต่อปี แต่สามารถเพิ่มอัตราการอยู่รอดของต้นไม้เป็น มากกว่า 80% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้จริง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งระบบนิเวศ เศรษฐกิจท้องถิ่น และการท่องเที่ยวของชุมชน
ขณะเดียวกัน Brother มองว่า โมเดลการทำงานร่วมกับชุมชนถือเป็น “Win-Win Situation” เพราะบริษัทได้ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ชุมชนมีรายได้จากการดูแลพื้นที่ และสามารถพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติได้อีกด้วย
ตั้งเป้าลด CO₂ พร้อมเดินหน้า Net Zero ตามโรดแมประดับโลก
ด้านเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก Brother ดำเนินงานตามกรอบของบริษัทแม่ ซึ่งกำหนดแผนระยะกลาง (Mid-term Plan) ทุก 3 ปี โดยปัจจุบันกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายปี 2030 ก่อนต่อยอดไปยังเป้าหมายระยะยาวในปี 2050
ในส่วนของประเทศไทย เป้าหมายสำคัญคือการลดการปล่อย CO₂ ลง 28.5% ภายในปี 2030 ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลง ใช้วัสดุน้อยลง และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 17% ของวัสดุบางประเภท
ผู้บริหาร กล่าวว่า บริษัทมีการติดตามผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรูปของปริมาณ CO₂ ที่ลดลงจริง แม้จะยังไม่สามารถเปิดเผยตัวเลขในครั้งนี้ได้ก็ตาม
Circular Economy เปลี่ยนของเสียให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่ Brother ให้ความสำคัญคือการนำหลัก Circular Economy มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ โครงการรีไซเคิลขวดและฝาพลาสติก เพื่อนำไปผลิตเป็นไม้แขวนเสื้อส่งมอบให้โรงพยาบาล โครงการรับคืนตลับหมึกและเครื่องพิมพ์เก่าทุกแบรนด์ผ่าน Trade-in การกำจัดของเสียด้วยวิธีที่ถูกต้องตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และ การป้องกันการนำตลับหมึกแท้กลับไปปลอมแปลงสินค้า
Brother มีค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียและตลับหมึกอย่างถูกต้อง ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อปี พร้อมระบุว่าโครงการ Trade-in ยังสามารถเปลี่ยนลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่งมาเป็นลูกค้า Brother ได้มากกว่า 50% อีกด้วย

ลดขยะบรรจุภัณฑ์ เปลี่ยนพฤติกรรมทั้งห่วงโซ่อุปทาน
อีกหนึ่งโครงการใหม่ที่กำลังเริ่มดำเนินการ คือการลดการเปลี่ยนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่เสียหายเพียงเล็กน้อย
ข้อมูลของบริษัทพบว่า ในปีที่ผ่านมา มีการถูกปฏิเสธรับสินค้าจากคู่ค้ากว่า 12,000 กล่อง เพียงเพราะบรรจุภัณฑ์มีรอยถลอกหรือรอยบุบเล็กน้อย แม้ว่าสินค้าภายในจะยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ Brother เตรียมติดสติกเกอร์รณรงค์บนกล่องสินค้า เพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้จัดจำหน่ายและผู้บริโภคว่า ความเสียหายของบรรจุภัณฑ์ไม่ได้หมายความว่าสินค้าภายในเสียหาย พร้อมตั้งเป้าลดจำนวนการเปลี่ยนกล่องลง 15% ในปีแรกของโครงการ ซึ่งจะช่วยลดการใช้กระดาษและของเสียในระบบโลจิสติกส์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
Governance และ ESG สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
นอกเหนือจากการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม Brother ยังให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล (Governance) โดยเดินหน้าขอการรับรองมาตรฐานด้านการกำกับดูแลกิจการ พร้อมได้รับการตรวจประเมินด้าน Corporate Governance จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงเข้าร่วมการประกวด CSR Award 2026 และมุ่งรักษามาตรฐานด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ซึ่งสะท้อนการบริหารองค์กรอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ในด้านการดำเนินธุรกิจ บริษัทยังนำแนวคิด Green Procurement มาปรับใช้ภายในองค์กร โดยกำหนดแนวทางการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเลือกใช้โรงแรมและผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อผลักดัน ESG ให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
อีกหนึ่งจุดแข็งคือการได้รับมาตรฐาน ISO 14001 ต่อเนื่องเกือบ 10 ปี ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่ ผู้บริหาร ย้ำว่า แม้บริษัทแม่จะไม่ได้กำหนดให้ต้องรักษามาตรฐานดังกล่าว แต่บราเดอร์ยังคงดำเนินการต่อ เพราะมองว่าเป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการแข่งขันในอนาคต
เจาะคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
บราเดอร์ยังเดินหน้าปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ผ่านการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ การจัดกิจกรรม Brother Beat Cancer Run และการออกแบบกิจกรรมให้รองรับทั้งนักวิ่ง ครอบครัว และผู้เริ่มต้นออกกำลังกาย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในวงกว้าง
ผู้บริหารยอมรับว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ รวมถึงสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในระยะยาว
สำหรับบราเดอร์ ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายด้าน ESG แต่เป็นกลยุทธ์หลักขององค์กรที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี AI การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรมสีเขียว และธรรมาภิบาลเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “At Your Side, Every Side of Life”
ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้ายกระดับสู่การเป็นองค์กรผู้นำด้าน Sustainable Growth ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน

