จากแนวคิด “ทำจริง-ทำต่อเนื่อง-ครบทุกความใส่ใจ” สู่โรดแมป Net Zero ที่พิสูจน์ได้จริง NEO ผสานพลังนวัตกรรมในทุกมิติ ตั้งแต่สูตรผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ การจัดการน้ำ จนถึงการสร้างคุณค่าให้ชุมชน เพื่อยกระดับชีวิตคนไทยและรักษ์โลกอย่างยั่งยืน
ด้วยแนวคิด “ทำจริง ทำต่อเนื่อง และครบทุกความใส่ใจ” NEO เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ความยั่งยืนแบบองค์รวม ตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โรงงานสีเขียว ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 (2050) อย่างเป็นรูปธรรม

ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ “From Core to Care”
กัสมา ธรฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาบรรจุภัณฑ์และพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน)หรือ NEO กล่าวว่า ประเทศไทยมี พันธกิจที่จะบรรลุ Net Zero Pathway ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) และ NEO ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ NEO ชื่อนี้สื่อถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทุกชิ้นที่ต้องมี “แก่น” (Core) ในการพัฒนา

กลยุทธ์ของ NEO คือ “ทำจริง ทำต่อเนื่อง ทำครบทุกความใส่ใจ” NEO เน้นย้ำว่าความยั่งยืนคือ ความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่อง “โลกสวย” หรือทางเลือก เป้าหมายด้านความยั่งยืนของ NEO มีการกำหนดตัวชี้วัดที่ สามารถพิสูจน์ได้ และสอดคล้องกับแนวทาง Science-Based Target เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างลอยๆ (Greenwash) กลยุทธ์นี้สะท้อนแนวคิดขององค์กรที่เชื่อว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เป็นวิธีการดำเนินธุรกิจในทุกวัน
ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ของไทย NEO มุ่งมั่นผลักดันการเติบโตทางธุรกิจเคียงคู่กับการดูแลโลก ภายใต้แนวทาง “From Core to Care” ที่ผสานความยั่งยืนในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ “แก่นธุรกิจ” ไปจนถึง “ผู้คนและชุมชน”
Core: พัฒนานวัตกรรมที่ดีต่อผู้บริโภคและโลก
หัวใจของ NEO คือ “นวัตกรรมเพื่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม” บริษัทต่อยอดงานวิจัยและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยเน้นการใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อโลก (Eco-friendly Materials) และ การออกแบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนได้ (Circular Packaging)

NEO ได้กำหนดเป้าหมายที่สำคัญที่จะต้องบรรลุภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) ซึ่งวัดผลรวมทั้ง 3 Scope (1, 2, และ 3) ด้วยการดำเนินงานในหลากหลายมิติ ได้แก่
- ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนฟุตพริ้นท์) ลงอย่างน้อย 20% จากปีฐาน (ปีฐาน 2565 มีการปล่อย 190,988 ตันคาร์บอน CO2e)
- ใช้พลังงานทางเลือก (พลังงานสะอาด) 40% ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 22% ซึ่งมาจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของโรงงาน
- บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดต้องสามารถ รีไซเคิลได้ 100%
- ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้แล้ว 82%. ส่วนที่ยากที่สุดคือ ฟิล์ม/ซอง (Laminate) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 16% ของบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด
- เพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล (rHDPE/PCR) เป็น 10% ของพอร์ตโฟลิโอทั้งหมด
- ลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic): ตั้งเป้าลด 20% แต่ปัจจุบันลดได้แล้ว 22% (คิดเป็น 1,698 ตัน หรือประมาณ 85 ล้านขวดน้ำ 600 มล.)
นอกจากนี้ NEO ยังเดินหน้าปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น เช่น ลดการใช้น้ำและพลังงานในโรงงาน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และ บริหารจัดการของเสียด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และการผลิต (Formulation: The Core) คือ เครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย Net Zero ของ NEO
- การจัดการน้ำ (Water Management): โรงงานมีระบบ Zero Water Discharge คือไม่ปล่อยน้ำเสียออกนอกโรงงาน แต่จะบำบัดและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle Water) เช่น ใช้กับต้นไม้หรือห้องน้ำ
- ส่วนผสม (Ingredients): 78% ของสูตรผลิตภัณฑ์ใช้ส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติและ 26% ใช้ส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิค ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสมรรถนะสูง (Performance) บางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ส่วนผสมที่ไม่ได้เป็นธรรมชาติ 100%.
- ผลิตภัณฑ์ประหยัดน้ำ: มีการออกแบบสูตรผงซักฟอกให้เป็นแบบ Quick Rinse (ล้างน้ำออกง่าย) ทำให้ประหยัดน้ำได้ถึง 3 เท่า.
- ลดไมโครพลาสติก: มีการใช้เทคโนโลยี Encapsulation (แคปซูลหุ้มกลิ่น) ที่เป็น Biodegradable Polymer เพื่อป้องกันไม่ให้โพลิเมอร์กลายเป็นไมโครพลาสติกปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

การทำงานกับซัพพลายเออร์ (Scope 3): Scope 3 เป็นส่วนที่ท้าทายที่สุดและมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในการลดคาร์บอน (เกิน 80%). กลยุทธ์คือ:
– เปลี่ยนมาใช้ น้ำมันปาล์มที่ได้รับการรับรอง RSPO
– เปลี่ยนจากน้ำมันเตามาใช้ LMG ซึ่งมีค่าความร้อนและประสิทธิภาพที่ดีกว่า
– ตรวจสอบ (Audit) คู่ค้า 100% และให้ความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้ และการปรับเปลี่ยน
ทั้งหมดนี้คือการสร้าง “คุณค่าใหม่” ให้ทั้งผู้บริโภคและโลกใบนี้

สร้างความร่วมมือพันธมิตร ต่อยอดนวัตกรรมความยั่งยืน
กัสมา กล่าวว่า NEO ใช้พลาสติก PCR ในบรรจุภัณฑ์ (เช่น rHDPE 30% ในซีรีส์ Balance) นอกจากนี้ ยังเน้นการใช้ PCR ที่มาจากขยะในประเทศ (Domestic PCR) เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการขนส่งวัตถุดิบที่ก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพิ่มเติม
NEO มีการร่วมมือกับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ เช่น การทำงานร่วมกับ ALPLA หรือที่รู้จักกันในชื่อ ALPLA Group เป็น ผู้ผลิตและรีไซเคิลพลาสติก เพื่อปิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ
พร้อมกันนี้ NEO ยังกำลังพัฒนาฟิล์มซอง (Laminate) เพื่อแก้ปัญหาการรีไซเคิล และกำลังอยู่ในช่วง จด IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) โดยจะนำกลับไปทำ Upcycling เพื่อให้ใช้ได้จริง

Care: ใส่ใจชุมชนและสังคมในทุกมิติ
นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดี NEO ยังให้ความสำคัญกับ “ผู้คน” ในทุกระดับของห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่พนักงาน คู่ค้า ไปจนถึงชุมชนรอบโรงงาน ผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา และสิ่งแวดล้อม
NEO ได้ใช้พื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ติดกับส่วนของโรงงาน สร้างเป็นพื้นที่สีเขียว มีการเลี้ยง ผึ้งชันโรง (ผึ้งไม่มีเหล็กใน) ซึ่งให้คุณภาพน้ำผึ้งสูง และนำไปแจกจ่ายให้โรงเรียนและวัดรอบข้าง 8 แห่ง มีการสร้างศูนย์เรียนรู้ NEO Care เพื่อเป็นสถานที่จัดกิจกรรมกับชุมชน โดยอาคารหลักของศูนย์นี้เป็นอาคารที่สร้างด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printed House) ซึ่งเป็นตึก Low-Carbon โดยใช้วัสดุเหลือใช้ประมาณ 7% และช่วยลดขยะจากการก่อสร้างได้ราว 80%.
พื้นที่นี้จะมี Waste Hub (ศูนย์จัดการขยะ) และแปลงทดลอง โคกหนองนา ขนาดเล็ก เพื่อสอนชุมชนที่ประกอบอาชีพปลูกข้าว/หญ้าในพื้นที่ใกล้เคียง

NEO ยังจัดทำกิจกรรมสนับสนุนชุมชน เช่น การซ่อมแซม/ทาสีโรงเรียน การสอนการคัดแยกขยะ และการนำขวดขุ่น/ใสกลับมาใช้ใหม่ นอกจากนี้ ยังช่วยแนะนำด้านการออกแบบ (Design) เพื่อเพิ่มมูลค่า (Value Added) ให้กับผลิตภัณฑ์ Upcycling ของชุมชน.
โรงงานสีเขียว สู่เป้าหมาย Net Zero 2593
NEO เดินหน้าแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมาย “Net Zero ภายในปี 2593” ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ
ลด (Reduce): ปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการใช้น้ำ พลังงาน และของเสีย
ทดแทน (Replace): ใช้พลังงานสะอาดและวัตถุดิบที่ยั่งยืน
ชดเชย (Offset): ปลูกป่าและสนับสนุนโครงการดูดซับคาร์บอน

แนวทางเหล่านี้ช่วยให้ NEO ก้าวสู่การเป็น “องค์กรสีเขียว” ที่เติบโตโดยไม่ทิ้งรอยเท้าคาร์บอนไว้กับโลก
โรงงานปัจจุบัน บนเนื้อที่เกือบ 200 ไร่ (สร้างมา 6 ปีแล้ว) ได้รับการออกแบบให้เป็น Green Factory ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 4 และกำลังขยับขึ้นเป็นระดับ 5 มีการลงทุนในระบบอัตโนมัติ (Automation) เช่น ระบบจัดเก็บและเรียกคืนสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และรถยกไฟฟ้า (Electric Forklift) เพื่อลดการใช้น้ำมันและเพิ่มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งทีม Champions (เกือบ 40 คน) จากทุกฝ่าย เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนภายในองค์กร
การลงทุนและการขยายโรงงาน NEO ลงทุนโรงงานไปแล้วกว่า 2,464 ล้านบาท และกำลังขยายโรงงานระยะที่ 2 โดยเน้นกลุ่ม Household Product
ยั่งยืนที่เริ่มจาก “ความใส่ใจ”
แนวทาง “From Core to Care” ของ NEO คือการผสาน นวัตกรรม เทคโนโลยี และหัวใจแห่งความรับผิดชอบ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกการเติบโตของธุรกิจสอดคล้องกับความยั่งยืนของโลก
เพราะสำหรับ NEO — ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายในอนาคต

แต่คือ “สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ เพื่อโลกของวันพรุ่งนี้”
ล่าสุด NEO ได้ประกาศโรดแมปการเดินทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) พ.ศ. 2593 ผ่านงานโชว์เคสนวัตกรรมความยั่งยืนแห่งปี “sustainNEOvation: A Journey From Core to Care” พร้อมเผยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการลงมือ “ทำจริง-ทำต่อเนื่อง-ครบทุกความใส่ใจ” เช่น การบรรลุเป้าหมายปล่อยน้ำเสียจากโรงงานเป็นศูนย์ (ZERO Water Discharge) และการลดใช้ Virgin Plastic ได้แล้วถึง 22% ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมโชว์นวัตกรรมด้านความยั่งยืน ผ่าน 6 โซนไฮไลต์ที่ถอดรหัสเส้นทางความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่งคิดมาอย่างครบวงจรตั้งแต่ “สูตรผลิตภัณฑ์” ถึง “บรรจุภัณฑ์” ช่วยให้การรักษ์โลกเริ่มต้นได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและดูแลโลกเพื่อคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

