ThaiBev จับมือ TCC Technology และ CMKL University เปิดกลยุทธ์ “ซัพพลายเชนดิจิทัล” ใช้ข้อมูลอัจฉริยะ AI และ Robotics ยกระดับการบริหารห่วงโซ่อุปทาน รองรับเป้าหมาย Net Zero และเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมบริหารซัพพลายเออร์กว่า 3,000 ราย และผลักดันการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปี 2030
OPEN-TEC เปิดเวทีชี้ “ข้อมูล” คือหัวใจของซัพพลายเชนยุคใหม่
อรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ด้านการบริหารซัพพลายเชนที่มีความซับซ้อน ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนและของเสีย บนเวที opentalk ช่วงพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “ข้อมูลอัจฉริยะ เสริมพลังซัพพลายเชนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” ของ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง TCC Technology และ CMKL University เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพธุรกิจและเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว
กลยุทธ์ซัพพลายเชน ThaiBev กับโจทย์ใหญ่ “Net Zero”
หนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กรขนาดใหญ่ คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะการบริหารการปล่อยคาร์บอนจากซัพพลายเออร์จำนวนมากกว่า 3,000 ราย
ThaiBev จึงวางกลยุทธ์ซัพพลายเชนที่เชื่อมโยง “ข้อมูล-เทคโนโลยี-ความร่วมมือ” เข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Visibility ตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มความสามารถในการติดตาม ตรวจสอบ และบริหารผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้แบบเรียลไทม์
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 50% ภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าประมาณ 40% ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าหมายการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปีเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลัก Extended Producer Responsibility (EPR) หรือแนวคิดความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลิตภัณฑ์หลังการบริโภค
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม จากการมุ่งเน้น “ประสิทธิภาพการผลิต” สู่การสร้าง “ความยั่งยืนตลอดวัฏจักรสินค้า”
Data-Driven Supply Chain เมื่อ “ข้อมูล” กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์
อรทัย ระบุว่า เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ThaiBev ร่วมกับ TCC Technology พัฒนาแดชบอร์ดและระบบติดตามผลดิจิทัล เพื่อบริหารประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระบบเซนเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์
การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์มรวมศูนย์ ช่วยให้องค์กรมองเห็นประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ทั้งระบบ สามารถตรวจจับปัญหาได้รวดเร็ว เพิ่มความแม่นยำในการลงทุนด้านพลังงานสะอาด และสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ในมุมธุรกิจ แนวทางนี้ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันด้าน ESG ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

“Triple O” โมเดลนวัตกรรมพลิกเกม Circular Supply Chain
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดเผยนวัตกรรม “Triple O” ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในระดับอุตสาหกรรม รองรับปริมาณแก้วเกือบล้านตัน และเศษกระดาษกว่า 200,000 ตันต่อปี
- Oasis – Data-Driven Precision
“O” แรก คือ Oasis ซึ่งใช้เทคโนโลยี GPS และ Data Analytics วิเคราะห์ช่องว่าง (White Space) ระหว่างจุดขายและจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์
ระบบสามารถระบุปริมาณการขายและอัตราการส่งคืนบรรจุภัณฑ์ในแต่ละพื้นที่ ช่วยให้ทีมงานบริหารจัดการการเก็บคืนวัสดุรีไซเคิลได้อย่างแม่นยำและตรงจุดมากขึ้น
- Octopus – Robotics Automation
“O” ที่สอง คือ Octopus ระบบแขนกลอัจฉริยะที่ออกแบบเฉพาะสำหรับคัดแยกวัสดุรีไซเคิลที่มีความหลากหลายและซับซ้อน
เทคโนโลยี Robotics นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการวัสดุ ลดภาระงานแรงงานคน และยกระดับความปลอดภัยในการทำงาน
- Oracle – AI-Powered Intelligence
“O” สุดท้าย คือ Oracle ระบบ AI Image Recognition ที่สามารถจดจำ วิเคราะห์ และจำแนกประเภทขวดใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้อยู่ในสภาพการใช้งานจริงที่มีความหลากหลาย
โครงการดังกล่าวพัฒนาร่วมกันระหว่าง ThaiBev, TCC Technology และ CMKL University เพื่อเปลี่ยนโจทย์ทางธุรกิจให้กลายเป็นโซลูชันดิจิทัลที่สามารถขยายผลได้จริงในระดับองค์กร
เทคโนโลยี AI ยังช่วยลดการสูญเสียวัสดุ เพิ่มอัตราการนำกลับมาใช้ประโยชน์ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยรวม
“ซาเล้ง” และ Samui Model ตัวอย่าง Circular Economy ที่สร้างผลกระทบจริง
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือการให้ความสำคัญกับเครือข่ายรีไซเคิลดั้งเดิมอย่าง “ซาเล้ง” ซึ่งคุณอรทัยมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน Circular Economy ที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด
เครือข่ายดังกล่าวทำหน้าที่เก็บรวบรวมและคัดแยกวัสดุใช้แล้ว ช่วยให้ทรัพยากรสามารถหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนของ ThaiBev สนับสนุนพันธมิตรกว่า 3,000-4,000 ราย และเกี่ยวข้องกับผู้คนอีกกว่าหนึ่งแสนชีวิต ทั้งผู้รีไซเคิล ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย
ขณะเดียวกัน “Samui Model” ยังถูกยกเป็นกรณีศึกษาด้านโลจิสติกส์สีเขียว โดยใช้แนวคิด Backhaul Logistics นำรถบรรทุกที่วิ่งกลับจากการส่งสินค้าบนเกาะ มาขนส่งวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่
โมเดลดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการรวบรวมวัสดุรีไซเคิล และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่จำนวนมาก
ปัจจุบัน Samui Model ได้ขยายผลไปยังหลายพื้นที่เกาะทั่วประเทศ และยังเดินหน้าต่อยอดในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง
ซัพพลายเชนแห่งอนาคต ต้องเชื่อม “คน-ข้อมูล-เทคโนโลยี”
อรทัย กล่าวว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านองค์กร แต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีการนำไปใช้อย่างเหมาะสม
องค์กรจำเป็นต้องมีทั้งบุคลากรที่มีทักษะ แนวคิดที่ถูกต้อง และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินงานที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
ในโลกธุรกิจที่เผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวสู่ Digital Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่พร้อมรับมือกับความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

