เมอแรนติ กรีน สตีล ประเทศไทย จุดประกายการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเหล็กไทย สู่ยุค “เหล็กคาร์บอนต่ำ” (Low-Carbon Steel / Green Steel) ที่ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็น “หัวใจใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ในอนาคต
ไทยพร้อมยืนแถวหน้าอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ
บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ และฐานการดำเนินงานในโอมานและประเทศไทย ได้จัดสัมมนาครั้งสำคัญภายใต้หัวข้อ “การลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย” ที่โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานหลักของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เข้าร่วมกว่า 200 คน เพื่อหารือแนวทางสร้าง “ระบบนิเวศเหล็กคาร์บอนต่ำของไทย” ให้เกิดขึ้นจริง
หนึ่งในไฮไลต์คือการเปิดเผยความคืบหน้าโครงการสร้าง โรงงานเหล็กคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย ที่จังหวัดระยอง — โรงงานที่ออกแบบให้ใช้ พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และกระบวนการผลิตที่ทันสมัย เช่น H₂-DRI (Hydrogen Direct Reduced Iron) และ เตาหลอมไฟฟ้า (EAF: Electric Arc Furnace) เพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูงที่ผ่านการรับรอง “Certified Green Steel”
ดร.เซบาสเตียน แลนเกนดอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมอแรนติ กรีน สตีล กล่าวว่า ประเทศไทยมีทั้งแรงงานฝีมือดี โครงสร้างพื้นฐานพร้อม และตลาดปลายน้ำขนาดใหญ่ — ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไทยมีศักยภาพจะเป็นผู้นำการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานของเราที่ระยองจะไม่เพียงผลิตเหล็กสะอาด แต่ยังสร้างงาน ชุมชน และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ให้เห็นว่า หากไทยต้องการเดินหน้าเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จำเป็นต้อง ขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาด ผ่านกลไก Third-Party Access (TPA) และ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (Green PPAs) เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนในต้นทุนที่แข่งขันได้
ขณะที่บริษัท ดานิลี่ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า นำเสนอเทคโนโลยี EAF รุ่นใหม่ และระบบ Carbon Tracking Platform สำหรับติดตามและตรวจวัดการปล่อยคาร์บอนแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตเหล็กในไทยสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น EU CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism)
โมเดล “เหล็กสะอาดจากโอมาน สู่การแปรรูปในไทย”
เมอแรนติ กรีน สตีล ยังได้นำเสนอโมเดล “โซ่อุปทานสีเขียวสองประเทศ” ที่ผสานการผลิตและการแปรรูปอย่างยั่งยืน โดยบริษัทจะผลิตเหล็ก HBI (Hot Briquetted Iron) คาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรองในประเทศโอมาน — ซึ่งใช้พลังงานไฮโดรเจนสะอาด — แล้วนำมาผ่านกระบวนการผลิตขั้นสุดท้ายในไทย เพื่อสร้างเหล็กคุณภาพสูงและลดการพึ่งพาเศษเหล็ก (scrap) ในระบบ
แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตในไทย แต่ยังเปิดทางให้ประเทศกลายเป็น ฐานการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำระดับภูมิภาค (Regional Green Steel Hub) ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานสะอาดระหว่างตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เหล็กคาร์บอนต่ำ” คืออนาคตเศรษฐกิจไทย
ผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนเห็นพ้องว่า “เหล็กคาร์บอนต่ำ” จะเป็นรากฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต “มันไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าถึงตลาดโลก” — ตัวแทนจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)กล่าว
“การผลิตเหล็กที่สะอาด จะช่วยให้ไทยรับมือกับนโยบาย CBAM ของยุโรป และตอบสนองต่อความต้องการเหล็กที่ได้รับการรับรองในภาคก่อสร้างและการส่งออก”
การลงทุนของเมอแรนติถูกยกเป็น “กรณีศึกษาต้นแบบ” ของความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและพันธมิตรต่างประเทศ ที่นำเทคโนโลยีสะอาด วัตถุดิบปลอดคาร์บอน และองค์ความรู้ด้านการจัดการพลังงานมาสร้างระบบเหล็กยั่งยืนในไทย
ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า เหล็กคาร์บอนต่ำคือหัวใจของคำสัญญา เพราะเหล็กอยู่รอบตัวเรา — ในสะพานที่เราข้าม บ้านที่เราอยู่ โรงพยาบาลที่เราไว้วางใจ และกังหันลมที่จะสร้างพลังงานในอนาคต หากเราเปลี่ยนเหล็กได้ เราก็เปลี่ยนเรื่องราวของการเติบโตของเราได้เช่นกัน
คำกล่าวนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนของประเทศไทย ที่กำลังก้าวจาก “อุตสาหกรรมหนักแบบเดิม” สู่ “อุตสาหกรรมสีเขียวที่ยั่งยืน” — โดยมีเหล็กคาร์บอนต่ำเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

ไทยอยู่จุดไหนบนเส้นทาง “Green Steel”
การขับเคลื่อนของเมอแรนติ ไม่ใช่แค่โครงการเอกชน แต่เป็นสัญญาณของ “จุดเริ่มต้นยุทธศาสตร์ใหม่” ไทยมีศักยภาพด้าน พลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐาน ที่พร้อมสนับสนุน H₂-DRI + EAF ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด (Green PPAs, Tax Incentives, Net-Zero Roadmap)
ตลาดโลกมีแนวโน้ม ต้องการเหล็กที่ได้รับการรับรอง (Certified Green Steel) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หากไทยสามารถรวมพลังจากทุกภาคส่วน และพัฒนา มาตรฐานเหล็กคาร์บอนต่ำระดับประเทศ ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่เพียงลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังสร้าง “จุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก” ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

