นิวสกาย เอ็นเนอร์จี เร่งเครื่องโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุชโชว์เทคโนโลยีไร้กลิ่น ดันโมเดล Waste to Energy สู่โครงสร้างพื้นฐานเมืองด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “พลังงานไฟฟ้า” พร้อมยกระดับระบบจัดการมูลฝอยของเมืองอย่างยั่งยืน
บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด เดินหน้าโครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช อย่างต่อเนื่อง โดยเข้าสู่ขั้นตอน ทดสอบระบบรับขยะตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “พลังงานไฟฟ้า” พร้อมยกระดับระบบจัดการมูลฝอยของเมืองอย่างยั่งยืน

เปิดโรงงานจริง สร้างความเชื่อมั่นชุมชน
เหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เปิดให้สื่อมวลชนและประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตร เข้าเยี่ยมชม บ่อรับขยะระบบปิดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อนเปิดทดสอบระบบรับขยะในวันที่ 20 มีนาคม 2569

การเปิดเยี่ยมชมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เห็นการทำงานจริงของระบบ และสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ โดยระยะเวลาการดำเนินงานโครงการนี้ เริ่มลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 และเริ่มก่อสร้างจริงเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567
สำหรับบริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด และบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นพันธมิตรหลักในเครือเดียวกัน (นิวสกายฯ เป็นบริษัทแม่) ที่ได้รับความไว้วางใจจากกรุงเทพมหานครให้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ทั้งที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมและอ่อนนุช มุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการฝังกลบ และดำเนินกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่อง

เทคโนโลยี “กำจัดขยะไร้กลิ่น” ยกระดับมาตรฐานใหม่
หัวใจของโครงการอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมมลพิษและกลิ่นแบบครบวงจร ได้แก่
- ระบบปิด (Closed System) ควบคุมกระบวนการทั้งหมดภายในอาคาร
- Negative Pressure System สร้างแรงดันอากาศต่ำ ป้องกันกลิ่นรั่วไหล
- E-Nose + AI ตรวจจับและวิเคราะห์กลิ่นแบบเรียลไทม์
- การนำอากาศจากบ่อขยะเข้าสู่เตาเผาเพื่อกำจัดกลิ่นโดยตรง

ขยะจะถูกพักไว้ 3–5 วัน เพื่อลดความชื้น ก่อนเข้าสู่เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker) ที่อุณหภูมิ 850–1,100 องศาเซลเซียส ซึ่งช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์และลดการเกิดมลพิษ
ศักยภาพสูง รองรับขยะ 1,600 ตัน/วัน ผลิตไฟฟ้า 30 MW
โครงการมีศักยภาพในการจัดการขยะระดับเมือง โดย รองรับขยะขั้นต่ำ: 1,000 ตัน/วัน และรองรับสูงสุด: 1,600 ตัน/วัน ผลิตไฟฟ้า: ประมาณ 30 เมกะวัตต์ บ่อรับขยะความจุ: สูงสุด 24,000 ตัน
เมื่อขยะถูกนำเข้าเตาเผาแบบตะกรับภายใต้อุณหภูมิสูง 850-1,100 องศาเซลเซียส เพื่อให้การเผาไหม้สมบูรณ์ ลดการเกิดสารมลพิษ ก่อนนำความร้อนไปผลิตไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันผลิตไฟฟ้าประมาณ 30 เมกะวัตต์ โดย 13-14% ถูกนำมาใช้ภายในโครงการ และส่วนที่เหลือสามารถจำหน่ายเข้าสู่ระบบ สอดคล้องกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
โครงการนี้มีบ่อกักเก็บขยะขนาดใหญ่มากกว้าง 40 ม. ยาว 73.5 ม. และลึก 30 ม.สามารถบรรจุขยะได้สูงสุดถึง 24,000 ตัน หรือเปรียบเทียบได้กับการบรรจุขยะในถุง 50 กก. ได้เกือบ 5 ล้านกระสอบ หากพิจารณาจากปริมาณขยะของ กทม. วันละประมาณ 10,000 ตัน บ่อนี้สามารถรองรับขยะได้นานถึง 2 วันครึ่ง

ด้านการจัดการของเสียตกค้าง เถ้าหนักและเถ้าละเอียดจะถูกแยกและนำไปกำจัดตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ขณะที่น้ำเสียจากกระบวนการถูกบำบัดและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ภายในโครงการ สอดรับกับแนวคิด Zero Discharge ลดการปล่อยของเสียออกสู่ภายนอก ช่วยลดการฝังกลบ และเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
การเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อมีขยะ เมื่อมีการเติมขยะเข้าไปในบ่อ (อย่างน้อย 30% ของความจุ) พื้นที่ว่างของอากาศจะลดลง ทำให้แรงดันลบเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม (เช่น จาก 20-30 เป็น 50-100) ซึ่งช่วยให้ควบคุมกลิ่นได้ดียิ่งขึ้นไปอีก
โมเดล PPP ขับเคลื่อน “เมืองจัดการขยะยุคใหม่”
โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ย่านอ่อนนุช ดำเนินงานในรูปแบบ เอกชนร่วมลงทุน (PPP/BOT) ซึ่งภาคเอกชนลงทุนและบริหาร ก่อนส่งมอบให้รัฐในระยะยาว

แนวทางนี้ช่วยลดภาระภาครัฐ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะของกรุงเทพมหานครให้สอดคล้องกับแนวทางเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ข้อมูลด้านธุรกิจและการลงทุน โรงงานแห่งนี้ใช้งบประมาณ ค่าก่อสร้างเฉพาะโรงงานประมาณ 6,000 ล้านบาท หากรวมมูลค่าทั้งโครงการจะอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท รายได้จะมาจาก 2 ทางหลักคือ (1) ค่าจ้างกำจัดขยะ (Tipping Fee) ประมาณ 789 บาทต่อตัน และ (2) การขายไฟฟ้า ในรูปแบบ FIT ที่ราคา 3.66 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี
การคืนทุน คาดการณ์ระยะเวลาคืนทุนไว้ที่ประมาณ 10 ปี โดยข้อตกลงกับ กทม.เมื่อครบสัญญา 20 ปี ทรัพย์สินและกรรมสิทธิ์ของโรงงานทั้งหมดจะถูกส่งมอบให้แก่กรุงเทพมหานคร

ชุมชนมีส่วนร่วม หนุนความโปร่งใส
ตลอดการพัฒนาโครงการ บริษัทได้ดำเนินการสร้างความเข้าใจและมีส่วนร่วมกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
- จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing)
- ลงพื้นที่ประชุมกลุ่มย่อยกว่า 90 ชุมชน
- เปิด Open House และให้เข้าชมโรงงานจริง
- ดำเนินกิจกรรม CSR ในพื้นที่ สะท้อนแนวคิด “โรงงานอยู่ร่วมกับชุมชน” มากกว่าการเป็นเพียงโรงกำจัดขยะ

ทิศทาง “นิวสกาย” รุกตลาด Waste to Energy ต่อเนื่อง
จากการลงทุนโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุชมูลค่าหลายพันล้านบาท และโมเดลรายได้จากทั้ง ค่ากำจัดขยะ (Tipping Fee) และ การขายไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นทิศทางธุรกิจของนิวสกาย เอ็นเนอร์จี ที่มุ่งขยายตลาด Waste to Energy ซึ่งกำลังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีปริมาณขยะสูง การพัฒนาโครงการลักษณะนี้ ช่วยลดปัญหาขยะสะสม สร้างพลังงานสะอาด เพิ่มโอกาสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมีแนวโน้มต่อยอดไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต
จาก “ภาระเมือง” สู่ “พลังงานแห่งอนาคต” โครงการโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช ไม่ได้เป็นเพียงโรงกำจัดขยะ แต่คือ ต้นแบบการบริหารจัดการขยะยุคใหม่ของประเทศไทย ที่ผสานเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน พร้อมปูทางให้ “ขยะ” กลายเป็นทรัพยากรสำคัญ และเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต


