ซีพีเดินเกมยั่งยืนเชิงระบบ ตั้ง “CP Sustainability Center of Excellence” ดร.ธีระพล ชี้ Net Zero ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือเงื่อนไขการอยู่รอดของธุรกิจโลก พร้อม “รีเซ็ตโครงสร้างความยั่งยืน” ครั้งสำคัญ ผ่านการจัดงาน CP Sustainability Synergy Forum 2025
ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ความผันผวนของพลังงาน ปัญหาขยะล้นโลก ห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและความเสี่ยงไซเบอร์ ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่อาจดำเนินงานแบบเดิมได้อีกต่อไป
เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ซึ่งดำเนินธุรกิจในกว่า 22 ประเทศทั่วโลก เลือกตอบโจทย์ความท้าทายนี้ด้วยการ “รีเซ็ตโครงสร้างความยั่งยืน” ครั้งสำคัญ ผ่านการจัดงาน CP Sustainability Synergy Forum 2025 และการประกาศจัดตั้ง “CP Sustainability Center of Excellence (COE)” อย่างเป็นทางการ

เวทีดังกล่าวนำโดย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหารยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบยุทธศาสตร์ความยั่งยืนให้ “เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ” และขับเคลื่อนเป้าหมาย Carbon Neutral 2030 และ Net Zero 2050 ของซีพี
“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องอุดมคติอีกต่อไป แต่คือ Materiality ที่กระทบต่อการอยู่รอดขององค์กรโดยตรง”
โลกกำลังแตะ 1.5 องศา: Climate Change จากวิกฤตสิ่งแวดล้อมสู่ความเสี่ยงธุรกิจ

ดร.ธีระพล เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยระบุว่า เป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นฉันทามติระดับโลก ไม่สามารถทำได้ตามแผน และในปี 2024 โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.47 องศาเซลเซียส แล้ว
ผลกระทบดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กระทบต่อธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของซีพี
- ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ระบบนิเวศถูกรบกวน แมลงหลายชนิดสูญพันธุ์
- เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนตกหนักในพื้นที่เดิม (Rain Bomb) ระดับน้ำทะเลสูง และภัยพิบัติถี่ขึ้น

“สำหรับธุรกิจอย่าง CPF หรือ BKP การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทำให้ Productivity เปลี่ยนไปมหาศาล และความเสี่ยงจากภัยพิบัติกลายเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
พลังงาน-เทคโนโลยี-AI: ต้นทุนใหม่ที่กำหนดอนาคตองค์กร
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ ต้นทุนพลังงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของเทคโนโลยี โดยเฉพาะยุค AI และการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่
- ความต้องการพลังงานโลกเพิ่มขึ้นกว่า 50%
- ค่าไฟฟ้ารวมของเครือซีพีสูงถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี
- แม้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาทุกแห่งแล้ว แต่ผลิตพลังงานสะอาดได้เพียง 17% ของการใช้ทั้งหมด

อุปสรรคสำคัญยังรวมถึงข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ เช่น การขายไฟคืนเข้ากริด และข้อจำกัดของเทคโนโลยีแบตเตอรี่
“ค่าไฟฟ้าที่สูงไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่คือ Incentive ถ้าเราลดได้เพียง 500–1,000 ล้านบาท นั่นคือความคุ้มค่าทางธุรกิจทันที”
ขยะโลก 2,000 ล้านตัน กับ Food Waste 1 ใน 3 ของโลก
ดร.ธีระพล ยังชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งของระบบอาหารโลก โดยระบุว่า
- โลกมีขยะกว่า 2,000 ล้านตันต่อปี
- อาหารกว่า 1 ใน 3 ถูกทิ้งเป็นขยะ
ขณะที่ประชากรโลกอีกจำนวนมากยังเผชิญภาวะ Hunger และความยากจน ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การผลิต แต่อยู่ที่ Logistics และ Food Management รวมถึงการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนำขยะอาหารไปปะปนกับขยะพลาสติก จนทำให้ไม่สามารถรีไซเคิลได้
Scope 3: ความท้าทาย 90% ที่ทำคนเดียวไม่ได้
ด้วยโครงสร้างธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ห่วงโซ่คุณค่าของซีพีมีความยาวและซับซ้อน ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 90% อยู่ใน Scope 3 ซึ่งมาจากคู่ค้าและซัพพลายเออร์
“เราทำ Scope 1 และ 2 ได้ดีที่สุด ก็แค่ 10% ความท้าทายจริงคือการสร้างแรงกระเพื่อมให้ 90% ของคู่ค้าหันมาทำความยั่งยืนไปด้วยกัน”
นี่คือเหตุผลที่ซีพีให้ความสำคัญกับ Partnership for the Goal และการยกระดับคู่ค้า ไม่ใช่แค่การควบคุมภายในองค์กร

Inclusive Business: เมื่อสังคมคาดหวังบทบาทใหม่จากภาคเอกชน
ดร.ธีระพล ระบุว่า 85.5% ของประชากรโลกยังอยู่ในภาวะยากจน และเด็กกว่า 250 ล้านคนไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา สังคมจึงคาดหวังให้องค์กรเอกชนใช้โครงสร้างและศักยภาพที่มีอยู่สร้างประโยชน์กลับคืน
ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่
- โครงการครูปัญญา / ปุ๋ยปัญญา ที่มีผู้เข้าชมเนื้อหาการเรียนรู้กว่า 15 ล้านคนต่อปี
- การยกระดับร้าน 7-Eleven จาก “ร้านสะดวกซื้อ” สู่ “ร้านสะดวกรู้”
- การใช้ QR Code เพื่อ Traceability ตรวจสอบที่มาของอาหาร
Cyber Security และ Governance: ความเสี่ยงใหม่ในยุค AI
อีกหนึ่ง Materiality ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงสุดคือ Cyber Security โดยเฉพาะในยุค AI ซึ่งภัยคุกคามมีความซับซ้อนสูง
- ความเสียหายจาก Cyber Attack ทั่วโลกสูงถึง 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
- 75% ขององค์กรเคยถูกโจมตีทางไซเบอร์
ควบคู่กับความท้าทายด้าน ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งต้องอาศัย “วัฒนธรรมองค์กร” เป็นรากแก้วสำคัญ

Transform สู่ Tech Company เพื่ออยู่รอดในระยะยาว
ดร.ธีระพล ชี้ชัดว่า หากซีพียังเป็นเพียง Traditional Company จะไม่สามารถแข่งขันได้ในอนาคต จึงต้อง Transform สู่ Technology Company
เกษตร → Precision Agriculture, Smart Farming, DNA-based
ค้าปลีก → Smart Retail, Smart DC, Drone Delivery
โทรคมนาคม → Value-added Service และ Digital Media
ตั้ง COE เปลี่ยนความยั่งยืนเป็นกลไกธุรกิจ
CP Sustainability Center of Excellence (COE) ถูกออกแบบให้เป็น Innovation & Business Value Center ไม่ใช่หน่วยงานรายงานผล โดยมุ่งสร้างมูลค่าในหลายมิติ ได้แก่
- Sustainable Product
- ESG Decarbonization Service
- Supply Chain Certification
- Carbon Credit
- Green Finance
- Waste-to-Value
- Data & Brand Monetization
พร้อม 7 ขั้นตอนขับเคลื่อน ตั้งแต่ Purpose, Engage CEO, Assemble Team, Project-based, Technology, PDCA และ Multiplier Effect สู่ 22 ประเทศ
3 Big Goals ภาพจริงของการลงมือทำ
ภายในงานยังนำเสนอ 3 กรณีศึกษาจริงจาก 3 บริษัทในเครือ ได้แก่
- กรุงเทพโปรดิ๊วส: Traceability ข้าวโพด ลด Scope 3
- ซีพี แอ็กซ์ตร้า: AI บริหาร Food & Plastic Waste
- ทรู คอร์ปอเรชั่น: Education Platform เข้าถึงกว่า 36 ล้านคนภายในปี 2030
ก้าวใหม่ของซีพีในยุค One CPการจัดตั้ง CP Sustainability COE จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนโครงสร้าง แต่คือการวาง “ระบบยั่งยืนแบบขยายผลได้” ที่เชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี คู่ค้า และสังคม เข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันซีพีสู่การเป็น Leading and Innovative Sustainable Conglomerate ในระดับโลก

