“บูลลี่” ไม่ใช่เพียง ปัญหาพฤติกรรม แต่เป็นประเด็น การพัฒนาที่ยั่งยืน สิทธิ ความปลอดภัย สุขภาวะ และคุณภาพของสถาบัน “กฎหมายและมาตรการป้องกันการบูลลี่” เชื่อมโยงได้กับ SDG 16 → SDG 4 → SDG 3 → SDG 10 → SDG 5 โดยแต่ละข้อมีความสัมพันธ์ต่างกัน
ความเชื่อมโยงของ “บูลลี่” กับเรื่องของ Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแผนงานระดับโลกขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่มี 17 เป้าหมายหลัก เชื่อมโยงได้กับ SDG 16 → SDG 4 → SDG 3 → SDG 10 → SDG 5 โดยเฉพาะ Target 16.1 ที่กำหนดให้ ลดความรุนแรงทุกรูปแบบและอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง
และ Target 16.2 ซึ่งสำคัญกับกรณีเด็กมาก เพราะมุ่งยุติ การทารุณ การแสวงหาประโยชน์ การค้ามนุษย์ และความรุนแรง/การทรมานเด็กทุกรูปแบบ
ดังนั้น การมีกฎหมาย Anti-Bullying ระบบแจ้งเหตุ การสอบสวน การคุ้มครองผู้ถูกบูลลี่ และกลไกจัดการ Cyberbullying สามารถวางอยู่ภายใต้กรอบ SDG 16 ได้อย่างมีเหตุผล

“การบูลลี่” มีในทุกวัยและกลุ่มคน
ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ออกมาจัดกิจกรรมหรือทำโครงการเกี่ยวกับการป้องกัน หรือการยุติ “การบูลลี่” ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรณรงค์ในกลุ่มเด็ก เยาวชน แต่หมายรวมถึงคนทั่วไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมา จะเห็นข่าวเหตุการรุนแรงที่เกิดจากการบูลลี่ทั้งในไทยและต่างประเทศ
“การบูลลี่/กลั่นแกล้ง” ที่มักเป็นข่าวคึกโครม มักพบว่ากรณีเด็กมีหลักฐานข่าวค่อนข้างชัดหลายเหตุการณ์ แต่กรณีผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ workplace bullying ที่พิสูจน์เป็นเหตุของคดีร้ายแรงโดยตรง มีข้อมูลสาธารณะที่ชัดเจนน้อยกว่า แต่กระนั้น ก็ยังมีเช่นกัน
งานวิชาการไทยเองยืนยันว่า workplace bullying มีอยู่จริง และเกิดได้จากการแข่งขัน ความเครียดและแรงกดดันในองค์กร โดยส่งผลทั้งต่อผู้ถูกกระทำและองค์กร แต่ปัญหาคือประเทศไทยยังไม่ได้มีระบบรวบรวม “คดี workplace bullying” แยกออกมาเหมือนคดีอาญาประเภทอื่น
กฎหมายและมาตรการป้องกัน “การบูลลี่/กลั่นแกล้ง” ที่แตกต่าง
จากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีการเสียชีวิต ความบาดเจ็บ ที่เกิดกับผู้คนรอบข้าง และคนที่ถูกบูลลี่เอง ในแต่ละประเทศจึงมีกฎหมายและมาตรการป้องกันที่แตกต่างกัน อาทิ
ญี่ปุ่น หนึ่งในระบบที่ชัดที่สุด
ญี่ปุ่นมี Act for the Promotion of Measures to Prevent Bullying ตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งน่าสนใจตรงที่ไม่ได้มองการบูลลี่เป็นเพียง “เด็กทะเลาะกัน” แต่กำหนดหน้าที่ของรัฐ ท้องถิ่น โรงเรียน ครู และผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
กฎหมายยังนิยาม bullying ครอบคลุมการกระทำที่ก่อผลกระทบทางร่างกายหรือจิตใจ และ รวมการกระทำผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย โรงเรียนต้องมีนโยบายป้องกัน bullying ของตนเอง ต้องพยายามตรวจพบเหตุแต่เนิ่น ๆ มีช่องทางปรึกษา และต้องตั้งคณะทำงานภายในโรงเรียนเพื่อจัดการปัญหา เมื่อสงสัยว่ามี bullying โรงเรียนต้องตรวจสอบโดยเร็ว และกรณีร้ายแรงมีกระบวนการสอบสวนเฉพาะ
จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ลงโทษคนบูลลี่” แต่เป็น Prevention → Early Detection → Intervention → Investigation

อังกฤษ บังคับผ่าน “หน้าที่ของโรงเรียน”
อังกฤษมีความน่าสนใจตรงที่ ไม่มีนิยาม bullying ในกฎหมายฉบับเดียวโดยเฉพาะ แต่กฎหมายกำหนดให้โรงเรียนรัฐต้องมี Behaviour Policy ซึ่งต้องมีมาตรการป้องกัน bullying และต้องแจ้งนโยบายให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองทราบ
นอกจากนี้ โรงเรียนสามารถดำเนินการกับพฤติกรรมออนไลน์หรือพฤติกรรมนอกโรงเรียนได้ในบางกรณี เช่น เมื่อการกระทำนั้นคุกคามหรือสร้างความเสียหายต่อนักเรียนหรือสภาพแวดล้อมของโรงเรียน ส่วนพฤติกรรมที่เข้าข่ายทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ คุกคามซ้ำ ๆ หรือ hate crime อาจเข้าสู่กระบวนการตำรวจได้
ดังนั้นโมเดลอังกฤษคือ ไม่ได้สร้างความผิด “Bullying” ใหม่ทั้งหมด แต่บังคับให้สถานศึกษามีความรับผิดชอบในการป้องกันและจัดการ
สหรัฐฯ เกือบทุกรัฐมีกฎหมาย แต่รายละเอียดต่างกัน
สหรัฐฯ ไม่มี Federal Anti-Bullying Act ฉบับเดียวที่ใช้เหมือนกันทั้งประเทศ แต่ ทั้ง 50 รัฐ District of Columbia และดินแดนต่าง ๆ มีการจัดการ bullying ผ่านกฎหมาย นโยบาย หรือข้อบังคับของตนเอง
กฎหมายของรัฐส่วนใหญ่กำหนดให้เขตการศึกษาและโรงเรียนมี นโยบายต่อต้าน bullying + ขั้นตอนรับแจ้งเหตุ + การสอบสวนและตอบสนองต่อเหตุการณ์ บางรัฐกำหนดให้มีหลักสูตรป้องกัน bullying หรือฝึกอบรมครูด้วย และหลายแห่งรวม cyberbullying อยู่ในระบบเดียวกัน
ข้อจำกัดคือมาตรฐานของแต่ละรัฐไม่เหมือนกัน ดังนั้นความเข้มงวดจึงแตกต่างกันค่อนข้างมาก
ออสเตรเลีย น่าสนใจมากเรื่อง Cyberbullying
จุดเด่นของออสเตรเลียคือมี eSafety Commissioner ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับความปลอดภัยออนไลน์โดยเฉพาะ
ภายใต้ Online Safety Act มี Cyberbullying Scheme สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หากเนื้อหาออนไลน์เข้าข่ายคุกคาม ข่มขู่ รังควาน หรือทำให้อับอายอย่างร้ายแรง และแพลตฟอร์มไม่จัดการหลังได้รับแจ้ง ผู้เสียหายสามารถร้องเรียนต่อ eSafety ได้
ผลลัพธ์อาจไปถึงการสั่งลบเนื้อหา การออกคำสั่งให้ผู้กระทำหยุดการ cyberbullying หรือขอโทษ และในบางกรณีมีบทลงโทษหรือมาตรการทางกฎหมายต่อแพลตฟอร์มหรือผู้เกี่ยวข้อง
ออสเตรเลียยังมีกฎหมายเรื่อง workplace bullying ชัดเจน โดยนิยามว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลซ้ำ ๆ ต่อคนทำงาน และสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย
ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
ปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรการรณรงค์ การดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษา กฎหมายคุ้มครองเด็ก และสามารถนำกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่ง หรือกฎหมายเกี่ยวกับการกระทำออนไลน์มาใช้ได้ ถ้าพฤติกรรม bullying นั้นเข้าองค์ประกอบความผิดที่มีอยู่
แต่จุดแตกต่างสำคัญคือ ไทยยังไม่มี “Anti-Bullying Act” ที่กำหนดนิยาม หน้าที่โรงเรียน ขั้นตอนแจ้งเหตุ การสอบสวน การคุ้มครองผู้ถูกกระทำ และการติดตามผลไว้ในระบบเดียวแบบญี่ปุ่น
กระทรวงศึกษาธิการเองยอมรับว่าการกลั่นแกล้งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงของนักเรียน และในเดือนมิถุนายน 2569 ระบุด้วยว่า การจัดการภัยต่าง ๆ ในอดีตยังมีปัญหา ภารกิจกระจายอยู่หลายหน่วยงานและระบบข้อมูลยังไม่เชื่อมโยงกัน ขณะเดียวกัน ศธ. กำลังผลักดันแนวคิดสถานศึกษาปลอดภัยจากภัยหลายมิติ รวมถึง bullying และความเสี่ยงทางดิจิทัล
กระทรวงยังเผยแพร่ความรู้เรื่อง Cyberbullying และชี้ว่าการกระทำบางรูปแบบอาจเลยไปถึงการผิดกฎหมาย แต่แนวทางนี้ยังมีลักษณะเป็น การให้ความรู้และการใช้กฎหมายที่มีอยู่ตามพฤติการณ์ มากกว่าระบบ Anti-Bullying โดยเฉพาะ
ถ้าสรุปให้เห็นภาพที่สุด
ไทย: “เมื่อเกิด bullying แล้ว ค่อยดูว่าการกระทำนั้นผิดกฎหมายหรือกฎข้อใด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการ”
ขณะที่โมเดลที่พัฒนาไปไกลกว่า โดยเฉพาะ ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย จะใกล้เคียงกัน
“รัฐกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าใครต้องป้องกัน ใครต้องรับแจ้ง ใครต้องสอบสวน ต้องดำเนินการภายในระบบอย่างไร และกรณีออนไลน์ใครมีอำนาจสั่งให้หยุดหรือลบเนื้อหา”
ดังนั้น ช่องว่างสำคัญของไทยไม่ใช่แค่เรื่อง ‘บทลงโทษเบา’ แต่เป็นการขาดระบบ Anti-Bullying ที่เชื่อมตั้งแต่การป้องกัน การแจ้งเหตุ การสอบสวน การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ไปจนถึงการติดตามหลังเกิดเหตุ
หากนำมาใช้กับบริบทไทย โมเดลที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การเพิ่มโทษเด็ก แต่เป็นการผสม “ญี่ปุ่น + ออสเตรเลีย” คือให้โรงเรียนมีหน้าที่ตามกฎหมายและระบบสอบสวนชัดเจนแบบญี่ปุ่น พร้อมกลไกจัดการ Cyberbullying และแพลตฟอร์มแบบ eSafety ของออสเตรเลีย

หากเปรียบเทียบกันในเชิงนโยบาย จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดว่า หลายประเทศมีกฎหมายหรือระบบรับมือ “การบูลลี่” โดยตรง ขณะที่ประเทศไทยยังใช้กฎหมายและมาตรการหลายชุดมาประกอบกัน และการจัดการส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับโรงเรียนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรณี ๆ ไป
